หมวดหมู่: มติ ครม.

GOV 27


รายงานสถานการณ์การส่งออกของไทย เดือนกรกฎาคม และ 7 เดือนแรกของปี 2565

        คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานสถานการณ์การส่งออกของไทย เดือนกรกฎาคม และ 7 เดือนแรกของปี 2565 ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ ดังนี้

        สาระสำคัญ

         1. สรุปสถานการณ์การส่งออกของไทย เดือนกรกฎาคม และ 7 เดือนแรกของปี 2565

             การส่งออกของไทยในเดือนกรกฎาคม 2565 มีมูลค่า 23,629.3 ล้านเหรียญสหรัฐ (829,029 ล้านบาท) ขยายตัวร้อยละ 4.3 ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 โดยยังคงขยายตัวจากการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรเป็นหลัก ซึ่งได้รับปัจจัยบวกจากราคาสินค้าเกษตรและอาหารที่สูงขึ้นตามปริมาณผลผลิตโลกที่ลดลงจากผลกระทบหลายปัจจัย อาทิ มาตรการจำกัดการส่งออกของต่างประเทศ เป็นต้น จึงทำให้ไทยได้รับผลประโยชน์ในฐานะเป็นแหล่งนำเข้าสำคัญ ขณะที่การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวเพียงเล็กน้อย เนื่องจากภาคการผลิตที่เกี่ยวเนื่องกับเซมิคอนดักเตอร์เริ่มได้รับผลกระทบมากขึ้น และผลจากมาตรการล็อกดาวน์เมืองอุตสาหกรรมสำคัญของจีน อย่างไรก็ดี ยังมีสินค้าบางกลุ่มที่การส่งออกขยายตัวดี โดยเฉพาะสินค้าที่ได้ประโยชน์จากการผ่อนคลายมาตรการการควบคุมการแพร่ระบาด อาทิ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว เป็นต้น ทั้งนี้ การส่งออกของไทย 7 เดือนแรกขยายตัวร้อยละ 11.5 

             มูลค่าการค้ารวม

             มูลค่าการค้าในรูปเงินเหรียญสหรัฐ เดือนกรกฎาคม 2565 การส่งออก มีมูลค่า 23,629.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 4.3 การนำเข้า มีมูลค่า 27,289.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 23.9 ดุลการค้า ขาดดุล 3,660.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ภาพรวม 7 เดือนแรกของปี 2565 (มกราคม-กรกฎาคม) การส่งออก มีมูลค่า 172,814.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 11.5 การนำเข้า มีมูลค่า 182,730.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 21.4 ดุลการค้า ขาดดุล 9,916.3 ล้านเหรียญสหรัฐ

             มูลค่าการค้าในรูปเงินบาท เดือนกรกฎาคม 2565 การส่งออก มีมูลค่า 829,029 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 17.0 การนำเข้า มีมูลค่า 968,940 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 38.7 ดุลการค้า ขาดดุล 139,911 ล้านบาท ขณะที่ภาพรวม 7 เดือนแรกของปี 2565 (มกราคม-กรกฎาคม) การส่งออก มีมูลค่า 5,774,277 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 22.2 การนำเข้า มีมูลค่า 6,192,216 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 33.0 ดุลการค้า ขาดดุล 417,939 ล้านบาท

 

EXIM One 720x90 C J

 

             การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร

             มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัวร้อยละ 14.6 ขยายตัวต่อเนื่อง 20 เดือน สินค้าที่ขยายตัวดี ได้แก่ ยางพารา ขยายตัวร้อยละ 12.0 (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ มาเลเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย) น้ำตาลทราย ขยายตัวร้อยละ 258.8 (ขยายตัวในตลาดเกาหลีใต้ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา) ไก่สด แช่เย็น แช่แข็ง และไก่แปรรูป ขยายตัวร้อยละ 35.5 (ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร จีน เนเธอร์แลนด์ และเกาหลีใต้) อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ขยายตัวร้อยละ 16.4 (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ ออสเตรเลีย แคนาดา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดิอาระเบีย) ข้าว ขยายตัวร้อยละ 21.5 (ขยายตัวในตลาดอิรัก โมซัมบิก ฟิลิปปินส์ เซเนกัล และญี่ปุ่น) อาหารสัตว์เลี้ยง ขยายตัวร้อยละ 25.4 (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ มาเลเซีย ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ และอิตาลี) ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ขยายตัวร้อยละ 17.3 (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น รัสเซีย และออสเตรเลีย) ไอศกรีม ขยายตัวร้อยละ 34.2 (ขยายตัวในตลาดมาเลเซีย เกาหลีใต้ เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์สินค้าสำคัญที่หดตัว ได้แก่ ผลไม้สด หดตัวร้อยละ 32.6 (หดตัวในตลาดจีน ฮ่องกง เวียดนาม เมียนมา และสหรัฐฯ) ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง หดตัวร้อยละ 10.1 (หดตัวในตลาดจีน ญี่ปุ่น และไต้หวัน) สิ่งปรุงรสอาหาร หดตัวร้อยละ 5.4 (หดตัวในตลาดสหรัฐฯ ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และเนเธอร์แลนด์) ทั้งนี้ 7 เดือนแรกของปี 2565 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัวร้อยละ 16.7

             การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม

             มูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวร้อยละ 0.1 โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัวดี ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ขยายตัวร้อยละ 19.1 (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ ฮ่องกง อินเดีย เยอรมนี และสหราชอาณาจักร) เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 25.5 (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ ออสเตรเลีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไต้หวัน และอินเดีย) เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 34.6 (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ เนเธอร์แลนด์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมียนมา และมาเลเซีย) เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว ขยายตัวร้อยละ 13.6 (ขยายตัวในตลาดฟิลิปปินส์ จีน ออสเตรเลีย เวียดนาม และ เมียนมา) ผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม ขยายตัวร้อยละ 21.4 (ขยายตัวในตลาดอินเดีย เวียดนาม จีน เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย) เครื่องนุ่งห่ม ขยายตัวร้อยละ 10.7 (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ ญี่ปุ่น เยอรมนี ออสเตรเลีย และเนเธอร์แลนด์) ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ หดตัวร้อยละ 2.9 (หดตัวในตลาดเวียดนาม และเม็กซิโก) เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ หดตัวร้อยละ 21.3 (หดตัวในตลาดสหรัฐฯ ฮ่องกง เนเธอร์แลนด์ จีน และสิงคโปร์) ผลิตภัณฑ์ยาง หดตัวร้อยละ 4.4 (หดตัวในตลาดสหรัฐฯ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เยอรมนี และอินโดนีเซีย) ทั้งนี้ 7 เดือนแรกของปี 2565 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวร้อยละ 9.0

             ตลาดส่งออกสำคัญ

             การส่งออกไปยังตลาดสำคัญส่วนใหญ่ขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจการค้าโลกที่มีแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นต่อเนื่องในหลายประเทศ และความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในยูเครนที่ยืดเยื้อ ขณะที่การส่งออกไปยังจีนและญี่ปุ่นหดตัวตามภาคการผลิตและการบริโภคในประเทศที่ชะลอตัว ทั้งนี้ ภาพรวมการส่งออกไปยังกลุ่มตลาดต่างๆ สรุปได้ดังนี้ (1) ตลาดหลัก ขยายตัวร้อยละ 4.2 โดยขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ ร้อยละ 4.7 อาเซียน (5) ร้อยละ 21.3 CLMV ร้อยละ 24.2 สหภาพยุโรป (27) ร้อยละ 8.1 ขณะที่ตลาดจีน และญี่ปุ่น หดตัวร้อยละ 20.6 และ 4.7 ตามลำดับ (2) ตลาดรอง ขยายตัวร้อยละ 7.4 ขยายตัวในตลาดเอเชียใต้ ร้อยละ 21.1 ทวีปออสเตรเลีย ร้อยละ 20.0 ตะวันออกกลาง ร้อยละ 27.4 ทวีปแอฟริกา ร้อยละ 4.3 ขณะที่ลาตินอเมริกา และ รัสเซียและกลุ่มประเทศ CIS หดตัวร้อยละ 6.7 และ 39.7 (3) ตลาดอื่นๆ หดตัวร้อยละ 58.3 อาทิ สวิตเซอร์แลนด์ หดตัวร้อยละ 64.4

 

TU720x100

 

       2. ปัจจัยสนับสนุนและมาตรการส่งเสริมการส่งออก

              การส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการเชิงรุกและลึก เพื่อผลักดันและอำนวยความสะดวกการส่งออกของผู้ประกอบการไทย โดยการดำเนินงานที่สำคัญในรอบเดือนที่ผ่านมา อาทิ (1) การจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าภายใต้ความร่วมมือมินิเอฟทีเอ เช่น การเจรจาจับคู่ธุรกิจกลุ่มสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับภายใต้มินิเอฟทีเอ ไทย-โคฟุ นอกจากนี้ ยังได้มีการลงนามมินิเอฟทีเอ ไทย-ปูซาน ซึ่งคาดว่าจะช่วยขยายการส่งออกไปยังเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น (2) การจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าไทย-ซาอุดิอาระเบีย ในวาระโอกาสผู้แทนหอการค้ามณฑลริยาดเยือนประเทศไทย โดยมีการจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ การลงนาม MoU ระหว่างภาคเอกชนไทยกับซาอุดิอาระเบีย (3) การเดินทางไปเจรจากับผู้บริหารศูนย์การค้าในยุโรป เพื่อสร้างโอกาสในการมีพื้นที่จำหน่ายสินค้าในศูนย์การค้าของเดนมาร์ก และสหราชอาณาจักร (4) การผลักดันสินค้าท้องถิ่นไทยสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้า GI และ (5) การลงพื้นที่พบผู้ประกอบการและเกษตรกร เพื่อสนับสนุนให้ใช้ประโยชน์จาก FTA ในการขยายตลาด สู่ต่างประเทศ

             แนวโน้มการส่งออกระยะถัดไป กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า การส่งออกของไทยจะยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง ท่ามกลางปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยไทยได้กระจายความเสี่ยงไปในหลายตลาดมากขึ้น นอกจากนี้ สินค้าเกษตรและอาหารที่ไทยมีศักยภาพในการผลิตและส่งออก ยังมีความต้องการสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ยังมีปัจจัยบวกจากเงินบาทอ่อนค่าที่สนับสนุนให้ผู้ส่งออกไทยมีความสามารถทางการแข่งขัน และมีรายได้ในรูปของเงินบาทเพิ่มขึ้น ค่าระวางเรือที่มีแนวโน้มลดลง การขนส่งสินค้าเริ่มมีสัญญาณที่ดีจากปริมาณตู้สินค้าที่เข้ามายังไทย และจำนวนเที่ยวเรือที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งราคาพลังงานโลกมีแนวโน้มลดลง ล้วนส่งผลให้ต้นทุนของ ผู้ส่งออกลดลง อย่างไรก็ตาม การส่งออกยังมีปัจจัยเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ และผลจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในประเทศคู่ค้า ซึ่งอาจทำให้กำลังซื้อและปริมาณสินเชื่อเพื่อการบริโภคชะลอตัว

 

(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ (รองนายกรัฐมนตรี) 20 กันยายน 2565

สำนักโฆษก   สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โทร. 0 2288-4396

 

A9752

Click Donate Support Web  

วิริยะ 720x100

AXA 720 x100

aia 720 x100

PTG 720x100sme 720x100

BANPU 720x100QIC 720x100

ธกส 720x100

ใจฟู720x100px

ais 720x100

ooKbee1

corehoon NEW2

 

 

ข่าวล่าสุด!!