THAI Q2/68 รายได้รวม 44,828 ลบ.เพิ่มขึ้น 1.9% สั่งซื้อเครื่องบินไปแล้วจำนวน 45 ลำ รับมอบปี 2571
THAI Q2/68 รายได้รวม 44,828 ลบ.เพิ่มขึ้น 1.9% สั่งซื้อเครื่องบินไปแล้วจำนวน 45 ลำ รับมอบปี 2571
การบินไทยประกาศผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2 ปี 2568 โชว์ผลงานที่ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง ภายหลังประสบความสำเร็จในการนำหุ้นกลับเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกครั้ง
บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย (บริษัทฯ) ประกาศผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 โดยมีรายได้รวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) ทั้งสิ้น 44,828 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีรายได้รวม 43,981 ล้านบาท
โดยบริษัทฯ ได้เพิ่มความถี่เที่ยวบินในเส้นทางที่เป็นที่นิยมเช่น เซี่ยงไฮ้ ฮ่องกง และเดนปาซาร์ เป็นต้น ส่งผลให้มีผู้โดยสารรวมในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 เป็นจำนวน 3.97 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.2% และมีอัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) เฉลี่ยเท่ากับ 77.0% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 73.2% จากการปรับเครือข่ายเส้นทางบินที่เหมาะสมเพื่อรองรับปริมาณความต้องการการเดินทางของผู้โดยสารที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการสร้างพันธมิตรผ่านการทำรหัสเที่ยวบินร่วม (Codeshare)
บริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายรวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) ทั้งสิ้น 34,648 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 9% โดยหลักมาจากค่าน้ำมันเครื่องบินที่ลดลงตามราคาน้ำมันเฉลี่ยที่ปรับตัวลง ถึงแม้ว่าปริมาณการใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น
รวมถึงค่าซ่อมแซมและซ่อมบำรุงอากาศยาน และค่าใช้จ่ายอื่นที่ลดลง ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงิน (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) 10,180 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 71.8% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่ 5,925 ล้านบาท และมีอัตรากำไร (EBIT Margin) อยู่ที่ 22.7%
บริษัทฯ มีต้นทุนทางการเงินซึ่งเป็นการรับรู้ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 9 (TFRS 9) จำนวน 3,392 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1,404 ล้านบาท และมีรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวสุทธิเป็นรายได้รวม 5,347 ล้านบาท
โดยมีสาเหตุหลักจากรายการปรับปรุงทางบัญชีจากการเปลี่ยนสัญญาจากเช่าเป็นซื้อเครื่องบินแบบโบอิ้ง 777-300ER จำนวน 4 ลำ ส่งผลให้ในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 12,134 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งมีกำไรสุทธิ 314 ล้านบาท และมี EBITDA 13,408 ล้านบาท
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 บริษัทฯ มีเครื่องบินที่ใช้ทำการบินทั้งสิ้น 78 ลำ สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้รวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) ทั้งสิ้น 96,452 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 7.2% มีอัตราการใช้เครื่องบินเฉลี่ย 13.6 ชั่วโมง/ลำ/วัน มีปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร (ASK) เท่ากับ 35,281 ล้านที่นั่ง-กิโลเมตร เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 15.2% มีปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร (RPK) เท่ากับ 28,297 ล้านคน-กิโลเมตร เพิ่มขึ้น 18.3% มีอัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) เฉลี่ย 80.2 % สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งเฉลี่ยที่ 78.1%
และมีจำนวนผู้โดยสารที่ทำการขนส่งรวม 8.30 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 0.62 ล้านคน หรือคิดเป็น 8.1% นอกจากนี้ บริษัทฯ มีค่าใช้จ่าย (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) 71,863 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.5% มีกำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงิน (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) 24,589 ล้านบาท มีต้นทุนทางการเงินซึ่งเป็นการรับรู้ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 9 (TFRS 9) จำนวน 6,873 ล้านบาท
และมีรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวสุทธิเป็นรายได้รวม 4,259 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 21,973 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 702.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งมีกำไรสุทธิ 2,738 ล้านบาท และมี EBITDA 30,887 ล้านบาท
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวมจำนวน 297,691 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 จำนวน 5,183 ล้านบาท หนี้สินรวมจำนวน 230,134 ล้านบาท ลดลงจาก ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 จำนวน 16,785 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ 67,557 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 จำนวน 21,968 ล้านบาท โดยบริษัทฯ มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด และสินทรัพย์ทางการเงินหมุนเวียนอื่น ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 จำนวน 120,010 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,021 ล้านบาท จาก ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567
ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการนำหุ้น THAI กลับเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอีกครั้งอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม ที่ผ่านมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากประสบความสำเร็จจากการฟื้นฟูกิจการ ซึ่งได้พลิกโฉมองค์กรสู่การเป็นบริษัทเอกชนที่พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย
โดยมีความสามารถในการสร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและกลยุทธ์ในการสร้างการเติบโตในอนาคตอย่างต่อเนื่องและชัดเจน โดยตลอดระยะเวลา 4 วันทำการที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ หุ้น THAI มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยประมาณ 4,400 ล้านบาทต่อวัน โดยในวันที่ 7 สิงหาคม หุ้น THAI มีราคาปิดอยู่ที่ 13.40 บาทต่อหุ้น ปรับตัวเพิ่มขึ้น 27.6% จากราคาเปิดที่ 10.50 บาท เมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้บริษัทฯ มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม 379,264 ล้านบาท นับเป็นหุ้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดลำดับที่ 11 ของตลาดหลักทรัพย์ฯ
การกลับเข้าซื้อขายครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ครั้งสำคัญ ในฐานะสายการบินที่คนไทยภาคภูมิใจ พร้อมต่อยอดสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ด้วยความมุ่งมั่นในการยกระดับการดำเนินงาน คุณภาพการให้บริการ ควบคู่กับการบริหารงานภายใต้หลักธรรมาภิบาลสูงสุด ทะยานสู่บทบาทหนึ่งในผู้นำในอุตสาหกรรมการบินระดับภูมิภาค และก้าวสู่การเป็นหนึ่งในบริษัทจดทะเบียนชั้นนำที่มีคุณภาพของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

นายลวรณ แสงสนิท ประธานกรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากประสบความสำเร็จจากการฟื้นฟูกิจการ ถือเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ครั้งสำคัญ ในฐานะสายการบินที่คนไทยภาคภูมิใจ พร้อมต่อยอดสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ด้วยความมุ่งมั่นในการยกระดับการดำเนินงาน คุณภาพการให้บริการ ควบคู่กับการบริหารงานภายใต้หลักธรรมาภิบาลสูงสุด และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย เพื่อก้าวสู่การเป็นหนึ่งในบริษัทจดทะเบียนชั้นนำที่มีคุณภาพของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการ และอดีตประธานคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟู THAI กล่าวว่าอนาคตของการบินไทยยังคงสดใส เนื่องจากแนวโน้มผลประกอบการอยู่ในระดับที่ดี อีกทั้งยังจำเป็นต้องรักษาผลประกอบการให้ดีต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ในปี 2568 ตัวเลขจำนวนผู้โดยสาร รวมถึงฝูงบินอาจจะไม่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2567
ในปี 2568 มีปัญหาในเรื่องของการต้องเร่งซ่อมบำรุงรักษาเครื่องบิน ทำให้เครื่องบินจำนวนหนึ่งต้องจอดเพื่อซ่อม และจอดเพื่อปรับปรุงที่นั่ง รวมถึงปัญหาเครื่องยนต์ที่มีปัญหาในเรื่องของการใช้ระยะเวลาการซ่อมนานกว่าที่ควร แต่ผลประกอบการถือว่า ยังอยู่ในระดับที่มีการคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ส่วนในปี 2569 จำนวนฝูงบินและนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลให้ผลการดำเนินเติบโตมากกว่าปี 2568
นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร THAI เผยถึงความคืบหน้าในการจัดหาเครื่องบินว่า ปัจจุบันบริษัทได้ตัดสินใจสั่งซื้อเครื่องบินไปแล้วจำนวน 45 ลำ ตั้งแต่ปลายปี 2566 และอยู่ในแผนฟื้นฟูอย่างชัดเจน โดยยังไม่มีแรงกดดันจากภาครัฐในการจัดหาเพิ่มเติมแต่อย่างใด แม้จะมีข้อเสนอเกี่ยวกับการนำเข้าเครื่องบินเพิ่มเติมอีก 80–90 ลำในภาพรวมอุตสาหกรรมจากฝ่ายไทยที่เดินทางไปเจรจากับสหรัฐฯ
ทั้งนี้ การพิจารณาใช้ Option เพิ่มเติมอีก 30 ลำ ยังอยู่ในแผนธุรกิจ โดยจะพิจารณาจากความต้องการของตลาดในอนาคต โดยหากการผลิตไม่ล่าช้า อาจเริ่มรับมอบลำแรกได้ในช่วงต้นถึงกลางปี 2571 อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านระยะเวลาส่งมอบ ประเภทเครื่องบิน และความต้องการของบริษัทจะถูกนำมาพิจารณาประกอบกันทั้งหมด
















