หมวดหมู่: บริษัทจดทะเบียน

1aaaCKP25

CKP พร้อมเดินหน้าขยายการลงทุน คาดสถานการณ์ภัยแล้งผ่านจุดต่ำสุด มั่นใจกระแสเงินสดและสถานะทางการเงินแข็งแกร่ง

     นายธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (CKPower) ชื่อย่อหลักทรัพย์ CKP เปิดเผยว่าในไตรมาสแรกของปี 2563 CKP และบริษัทย่อย มีผลการดำเนินงานในภาพรวมลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2562 เนื่องจากช่วงฤดูร้อนปีนี้มีฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นสภาวะน้ำแล้งที่ต่อเนื่อง มาจากปี 2562 ที่ผ่านมา ที่มีปริมาณน้ำฝนต่ำสุดในรอบกว่า 50 ปี และส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าของทั้งโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี อย่างไรก็ตาม กำไรก่อนค่าใช้จ่ายทางการเงิน ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ก่อนรวมส่วนแบ่งกำไร (ขาดทุน) จากเงินลงทุนในกิจการที่ควบคุมร่วมกันและบริษัทร่วม อยู่ที่ 687 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราร้อยละ 39% ของรายได้ แสดงถึงกระแสเงินสดรับที่ยังแข็งแกร่งแม้จะอยู่ในช่วงสภาวะฝนแล้งก็ตาม

1aaCKP TANAWAT

     ทั้งนี้ ในไตรมาสที่ 1/2563 CKP และบริษัทย่อย มีรายได้รวม 1,762 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 27 จากช่วงเดียวกัน ของปี 2562 โดยรายได้ที่ลดลงส่วนใหญ่มาจากปริมาณขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า น้ำงึม 2 ที่ลดลง 353.5 ล้านหน่วยและปริมาณขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น โครงการที่ 1 (BIC-1) และโครงการที่ 2  (BIC-2) ที่ลดลง 22.4ล้านหน่วย ในขณะที่โรงไฟฟ้าบางเขนชัยโซลาร์ ซึ่งรวมโครงการโซลาร์รูฟท๊อปทั้งหมด มีปริมาณขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 1.3 ล้านหน่วย นอกจากนี้ บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดตามงบการเงินรวม ณ วันที่ 31 มีนาคม 2563 จำนวน 4,547.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2562 จำนวน 333.5 ล้านบาท และมีอัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ ในเกณฑ์ดี โดยมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นรวมอยู่ที่ 0.65 เท่า เมื่อเทียบกับข้อกำหนดของหุ้นกู้ที่ให้คงอัตราไม่เกิน 3.00 เท่า

1aaCKP

               นายธนวัฒน์ กล่าวว่า ในภาพรวมจากผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกนี้ บริษัทฯ มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเพียงพอในการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายการดำเนินงาน ค่าใช้จ่ายทางการเงิน รวมถึงการลงทุนในการขยายธุรกิจ โดยบริษัทฯ มีวงเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินที่ยังไม่ได้เบิกใช้รวมกว่า 10,000 ล้านบาท ที่สามารถนำมาใช้ในการลงทุนขยายกิจการทั้งโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ และลงทุนในโครงการใหม่อีกด้วย ทั้งนี้ หากในช่วงฤดูฝนปริมาณน้ำฝน กลับมาสู่สภาวะที่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยปกติ คาดว่าผลการดำเนินการตลอดทั้งปีของบริษัทฯ จะเติบโตไม่น้อยกว่าปี 2562 โดยในปี 2563 จะเป็นปีที่บริษัทฯ รับรู้รายได้เต็มปีจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี และโครงการโซลาร์รูฟท๊อปอีกจำนวน 5 โครงการ และมีแผน COD โครงการโซลาร์พื้นดินอีก 1 โครงการในไตรมาส 2

        นอกจากนี้ สถานะทางการเงินที่มั่นคง และความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานของบริษัทฯ ที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่องนั้น ยังสอดคล้องกับการประเมินผลการจัดอันดับของบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา ที่คงอันดับเครดิตองค์กรของ CKP ที่ระดับ A คงที่’และคงอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของบริษัท ที่ระดับ ‘A- คงที่’ โดยทริสฯ ยังเห็นถึงความแข็งแกร่งในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ที่มีความท้าทายในด้านธรณีวิทยา สิ่งแวดล้อม และเทคนิควิศวกรรม จนมีผลงานเป็นที่ยอมรับ มีผลการดำเนินงาน ที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ทริสฯ ยังมองว่า บริษัทฯ มีกระแสเงินสดที่มั่นคงจากเงื่อนไขในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับผู้ซื้อ ที่มีความน่าเชื่อถือทุกราย โดยในส่วนของผลการดำเนินงาน ทริสฯ มองว่า บริษัทฯ จะมีกำไรก่อนค่าใช้จ่ายทางการเงินภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย อยู่ในระดับเดียวกับปี 2562 คือประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่งแสดงถึงสถานะ ทางการเงินของบริษัทที่อยู่ในระดับที่น่าพอใจ รวมถึงยังมีสภาพคล่องที่เพียงพอในการดำเนินงานอีกด้วย

CKPower Donation

        นายธนวัฒน์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ บริษัทฯ ยังคงเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี โรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น โครงการที่ 1 (BIC-1) และโครงการที่ 2 (BIC-2) รวมถึง โรงไฟฟ้าบางเขนชัยโซลาร์ และส่งให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว (EdL) เต็มกำลังการผลิต เพื่อให้ประชาชนได้มีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ ในช่วงที่รัฐบาลไทย และรัฐบาลลาวยังคงขอความร่วมมือให้ประชาชน อยู่บ้าน เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งเป็นโรคติดต่ออันตรายตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข

      นอกจากนี้ จากปรากฎการณ์ที่ปริมาณฝนตกน้อยผิดปกติ ตั้งแต่ปี 2562  คือปริมาณฝนสะสมในฤดูฝนที่เมืองหลวงพระบาง ซึ่งอยู่เหนือโรงไฟฟ้าไซยะบุรี มีค่าต่ำสุดในรอบหนึ่งร้อยปี เพียง 270 มิลลิเมตรเท่านั้น มีผลทำให้อัตราการไหลในแม่น้ำโขงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมาก จากสถานการณ์ล่าสุดช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา เริ่มมีฝนตกในหลายพื้นที่ติดต่อกัน ทำให้อัตราการไหลของแม่น้ำโขงมีแนวโน้มสูงขึ้นจาก 1,200-1,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในช่วงต้นปี 2563 มีอัตราการไหลที่ 2,200-2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งสังเกตได้ชัดเจนจากสีของแม่น้ำโขงซึ่งเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลขุ่นทั้งด้านเหนือน้ำและท้ายน้ำ นับเป็นสัญญาณที่ดีว่าปีนี้แนวโน้มปริมาณน้ำในแม่น้ำโขง และปริมาณฝนน่าจะมีปริมาณที่สูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา และเป็นการพิสูจน์ว่าโรงไฟฟ้าไซยะบุรีไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการไหลของตะกอนในแม่น้ำโขงแต่อย่างใด

     ข้อมูลเกี่ยวกับ CKPower: บริษัทฯ ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานประเภทต่างๆ 3 ประเภท จำนวน 13 โครงการ รวมขนาดกำลังการผลิตติดตั้งที่ 2,167 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย โครงการไฟฟ้าพลังน้ำ 2 โครงการ ภายใต้ บริษัท ไฟฟ้าน้ำงึม 2 จำกัด ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้น 46% (ถือผ่าน บริษัท เซาท์อีสท์ เอเชีย เอนเนอร์จี จำกัด) ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 615 เมกะวัตต์ และบริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้น 37.5% ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 1,285 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม จำนวน 2 โครงการ

      ภายใต้ บริษัท บางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น จำกัด ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้นอยู่ 65% ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 238 เมกะวัตต์ และโครงการไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ 9 โครงการ ภายใต้ บริษัท บางเขนชัย จำกัด ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้น 100% จำนวน 7 โครงการ ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 15 เมกะวัตต์ ภายใต้ บริษัท เชียงรายโซล่าร์ จำกัด ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้น 30% จำนวน 1 โครงการ ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 8 เมกะวัตต์ และภายใต้บริษัท นครราชสีมา โซล่าร์ จำกัด ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้น 30% จำนวน 1 โครงการ ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 6 เมกะวัตต์

 

CKP ready to continue expanding investment with confidence in cash flow and strong financial status as drought eased up

        Mr.Thanawat Trivisvavet, the Managing Director of CK Power Public Company Limited (CKPower), or CKP in SET, announced the performance of CKP and its subsidiaries in first quarter of 2020. The overall performance has decreased compared to the first quarter of 2019 due to the fact that during summer of this year the rainfall was less than the normal average which is the result of drought condition that has continuously existed from the middle of Year 2019 (the least rainfall in more than 50 years history) and affecting the electricity generation of both Nam Ngum 2 Hydroelectric Power Plant and Xayaburi Hydroelectric Power Plant. Nevertheless, the earnings before interest, taxes, depreciation, and amortization (EBITDA) before including the share of profit (loss) from investments in jointly controlled entities and associates was at 687 million baht, or 39% of revenue, showing a strong cash flow status, even in the midst of drought.

      In the first quarter of 2020, CKPower and its subsidiaries recorded a total revenue of 1,762 million baht, a decrease of 27 percent from the same period of the Year 2019. The decrease of revenue mainly came from the reduced electricity sales volume of Nam Ngum 2 Hydroelectric Power Plant by 353.5 million units and the reduced electricity sales volume of Bang Pa-In Cogeneration Power Plant 1 (BIC-1) and 2 (BIC-2) by 22.4 million units whereas the electricity sales volume of Bangkhenchai Solar Power Plant including all solar rooftop projects has increased by 1.3 million units.  In addition, the company has cash and cash equivalents according to the consolidated financial statements as of March 31, 2020 in the amount of 4,547.7 million baht, an increase of 333.5 million baht from the end of 2019 and the ratio of good debt payment capability with a net interest-bearing debt-to-equity ratio of 0.65 times compared to the terms of the debentures covenant to maintain at the rate not exceeding 3.00 times. 

        Mr.Thanawat added that overall, in the first quarter of 2020, the company still has sufficient operating cash flow to manage operating expenses, financial expenses  including more investments for business expansion. The company has loan facilities from financial institutions that have not yet been drawn down upto more than 10,000 million which can be used to invest in both on-going project and new projects as well. If during the upcoming rainy season, the amount of rain returns to conditions that are close to the normal average, it is expected that the company's year-round performance will continue to grow not less than the Year 2019 since 2020 is the year that the company can recognize the result of full year revenue from the Xayaburi Hydroelectric Power Plant together with 5 other solar rooftop plants and 1 solar farm plant with COD expected in the second quarter.

       Apart from this, stable financial status including the ability to continuously generate cash flow from operations of the company are also in line with the latest rating of TRIS Rating Company Limited, which was released on April 28, affirming CKPower's corporate rating at "A Stable" and maintained the unsecured debentures with no guarantee for the company at the "A-stable" level. Moreover, TRIS also anticipates the development of large scale hydroelectric power projects that are challenging in the areas of geology, environment and engineering, in which CKPower has strength and successful experience. TRIS also views that the company has a stable cash flow from the conditions in the take-or-pay power purchase agreements with power purchasers. In terms of operating results, TRIS expects that the company will have EBITDA at the same level as the Year 2019, or approximately 4,000 million baht, which represents the financial status of the company at a satisfactory level with sufficient liquidity for operation.

    Lastly, Mr.Thanawat said that the company is still generating the electricity from the Xayaburi Hydroelectric Power Plant, Nam Ngum 2 Hydroelectric Power Plant, Bang Pa-In Cogeneration Power Plant 1 (BIC-1) and 2 (BIC-2), including Bangkhenchai Solar Power Plant, and has delivered electricity to the Electricity Generating Authority of Thailand (EGAT), the Provincial Electricity Authority (PEA), and Electricite du Lao (EdL) at full capacity to ensure that  people have enough electricity to use while the governments of both Thailand and Lao PDR are still requesting cooperation for all citizens to stay home in response to the fight against the pandemic infection of Corona Virus Disease 2019 (COVID-19), which is a dangerous communicable disease according to the announcement of the Ministry of Public Health. The amount of rainfall accumulated during the rainy season in Luang Prabang City since Year 2019, which is located above the Xayaburi Hydroelectric Power Plant, was much less than average at 270 millimeters.                      

      This amount was the lowest in a hundred years historical record, resulting in lower than average waterflow rate in the Mekong River. Fortunately, the latest situation as of end of April 2020, rain began to fall in many areas in Lao PDR, causing the waterflow rate of the Mekong River to increase from 1,200-1,400 cubic meters per second at the beginning of Year 2020 to 2,200-2,400 cubic meters per second. This can clearly be observed by the color of the Mekong River which began to turn brown. This is a good sign that there is tendency that the amount of rainfall this year should be close to the average and higher than last year. The waterflow rate in the Mekong River has high probability to be back to normal. Most importantly, the color of the Mekong River which has begun to turn brown shows that operation of the Xayaburi Hydroelectric Power Plant does not alter natural flow of sediments in the Mekong River.

About CKPower:

      CK Power Public Company Limited (CKPower or CKP) engages in production and sales of electricity generated from three types of energy. The Company owns in 13 projects with the total installed capacity of 2,167 MW, consisting of two hydroelectric power projects, namely the Nam Ngum 2 Hydroelectric Power Plant with 615 MW installed capacity, operated by Nam Ngum 2 Power Limited (46% owned by CKP through its shareholding in SouthEast Asia Energy Limited) and the Xayaburi Hydroelectric Power Plant with 1,285 MW installed capacity, operated by Xayaburi Power Company Limited (37.5% owned); two cogeneration power projects, operated by Bangpa-in Cogeneration Limited (65% owned); and nine solar power projects, 7 of which are under Bangkhenchai Company Limited (100% owned) with total installed capacity of 15 MW, one solar power plant with 8 MW installed capacity under Chiang Rai Solar Limited (30% owned) and one solar power plant with 6 MW installed capacity under Nakhon Ratchasima Solar Limited (30% owned).

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ แผนกส่งเสริมความสัมพันธ์องค์กร ตรีชนา ส่งเสริมสกุล โทร. 094-496-1524 อีเมล : trichana.s@ckpower.co.th

******************************************

line logotwitterLike1 Share3Like1 Share1กด Like - Share  เพจ Corehoon-Power Time เพื่อติดตามเคล็ดลับ ข่าวสาร เทรนด์ และบทวิเคราะห์ดีๆ อัพเดตทุกวัน คัดสรรมาเพื่อท่านนักลงทุนโดยเฉพาะ

 Click Donate Support Web

SAM720x100px bgGC 790x90

SME720 x 100banpu 720x90 new1 1

ooKbee1

corehoon NEW2

 

 

ข่าวล่าสุด!!