หมวดหมู่: บทวิเคราะห์

บล.เออีซี : บทวิเคราะห์ตลาดหุ้นรายวัน 28-5-2020บล.เออีซี2 420x280

AECS Daily Focus

Market Outlook

วันนี้คาด SET Index แกว่ง sideway ถึงแม้ประเด็นบวกหนุนจากสถานการณ์ COVID-19 ที่คลี่คลาย และมาตรการผ่อนล็อคดาวน์ที่ผ่อนปรนขึ้น แต่ต้องถูกกดันด้วยปัจจัยลบจากประเด็น Tradewar ที่อ่อนไหวต่อการตอบโต้จากทั้งสองฝ่าย รวมถึงรายงาน Beige Book ชี้ภาวะเศรษฐกิจได้รับผลกระทบเสียหายวงกว้าง ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวที่ 1,330-1,360 จุด

Market Factor

  • •   (-) สงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนตึงเครียดมากขึ้น หลัง รมว.ต่างประเทศ นายไมค์ ปอมเปโอ จะปรับลดสิทธิพิเศษทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและฮ่องกง แม้ก่อนหน้านี้สหรัฐฯ และจีนทำสงครามทางการค้าแต่รัฐบาลสหรัฐฯยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าฮ่องกง แต่หากจีนบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ควบคุมฮ่องกงจะทำให้ฮ่องกงไม่มีความเป็นอิสระจากการปกครองตนเองจากจีน
  • •   (-) รายงาน Beige Book ระบุว่า จากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจของ Fed ทั้ง 12 เขต พบว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจในทุกเขตชะลอตัวลงจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 การใช้จ่ายผู้บริโภคและการจ้างงานลดลง อีกทั้งยังส่งผลต่อภาคธุรกิจบริการจากการท่องเที่ยวที่ลดลง
  • •   (+) คณะกรรมมาธิการยุโรป (EC) เปิดเผยถึงกองทุนที่จัดตั้งขึ้นมูลค่า 7.5 แสนล้านยูโร เพื่อลดผลกระทบการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 โดยแบ่งเป็นให้เงินเปล่า 5 แสนล้านยูโรและกู้ 2.5 แสนล้านยูโรสำหรับประเทศสมาชิก EU
  • •   (-) สศอ.เผยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือน เม.ย.63 อยู่ที่ระดับ 79.04 ปรับตัวลดลง17.21%YoY ต่ำสุดรอบ 8 ปี จากผลกระทบจากสถานการณ์COVID-19 ส่งผลเศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัวและผลจากมาตรการ Lock Down ส่งผลโดยตรงโรงงานอุตสาหกรรมบางแห่งต้องหยุดการผลิตชั่วคราว (โพสต์ทูเดย์)
  • •   (-) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยตัวเลขผู้ประกอบการยื่นขอจดทะเบียนธุรกิจจัดตั้งใหม่เดือนเม.ย.63 จำนวน 3,996 ราย ลดลง 2,070 ราย หรือประมาณ 34%MoM ที่มีจำนวน 6,066 ราย หรือลดลง 1,948 ราย คิดเป็นลดลง 33%YoY ขณะที่ภาพรวมช่วงเดือน ม.ค. - เม.ย.63 มีการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ ทั้งสิ้น 23,411 ราย ลดลงราว 12%YoY รับผลกระทบสถานการณ์     COVID-19 (ฐานเศรษฐกิจ)
  • •   รายงาน สธ.ประจำวันที่ 27 พ.ค. พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 9 ราย ยอดสะสมผู้ติดเชื้ออยู่ที่ 3,054 ราย เสียชีวิตรวม 57 ราย
  • •   อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของไทยล่าสุดรุ่น 5 ปี อยู่ที่ 0.81% (6.6%DoD) และรุ่น 10 ปี อยู่ที่ 1.23% (7% DoD) ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ล่าสุดอยู่ที่ 0.69% (0.9% DoD)
  • •   ปรับลดประมาณการ EPS โดยข้อมูลจาก Bloomberg Consensus พบว่าเมื่อต้นปี EPS ปี 63 ที่ 101.9 บ. ขณะที่ปัจจุบันเหลือ 67.6 บ. หรือลดลง 33.6%YTD
  • •   Update Flow เมื่อวานนี้ต่างชาติขายสุทธิ 1,830.8 ลบ.ส่งผล MTD. ขายสุทธิอยู่ที่ 36,339.5 ลบ. ขณะที่ นลท.สถาบันซื้อสุทธิ 1,669.65 ลบ.ส่งผล MTD.ซื้อสุทธิรวมอยู่ที่ 17,134.35 ลบ.

Investment Strategy

สัปดาห์นี้ เรามีมุมมองต่อ SET เข้าสู่โหมดพักตัว โดยมีกรอบการเคลื่อนไหวที่ 1,270- 1,330 จุด โดยแม้มีปัจจัยหนุนจาก      

1) สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกเริ่มคลี่คลายทั้งด้านอุปสงค์จากการกลับมาเคลื่อนไหวกิจกรรมเศรษฐกิจหลังมาตรการผ่อน Lockdown และด้านอุปทานจากปรับลดกำลังผลิตลงตามข้อตกลงของ OPEC+ บวกกับรายงานแท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐฯ ลดลงต่อเนื่อง

2) การออกมาตรการผ่อนคลายเฟสสอง และแนวโน้มการผ่อนมาตรการควบคุมในเฟสถัดไปหลังรายงาน ศบค.ชี้การควบคุมสถานการณ์มีประสิทธิภาพต่อเนื่อง อย่างไรก็ดีคาดจะถูกชะลอด้วยปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามใกล้ชิด ดังนี้        

1) ความกังวลสถานการณ์สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่อ่อนไหวมากขึ้น หลังฝั่งสหรัฐฯขึ้นบัญชีดำบริษัทและสถาบันจีน 33 แห่ง รวมถึงการกล่าวหาจีนกรณีเป็นต้นตอของสถานการณ์การแพร่กระจายเชื้อ COVID-19 ขณะที่ฝั่งจีนเตรียมออกกฎหมาย กำหนดให้ฮ่องกงต้องดำเนินการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติโดยเร็วเพื่อป้องกันการแทรกแซงจากต่างชาติ            

2) รายยงานตัวเลขเศรษฐกิจทั้งของสหรัฐฯ และยุโรป ที่มีแนวโน้มอ่อนตัวต่อเนื่อง

และ 3) การทยอยปรับประมาณการกำไรของบริษัทฯ จดทะเบียนหลังสิ้นสุดรายงานผลประกอบการช่วง 1Q63 คาดกดดันต่อการปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิของ SET ในลำดับต่อมา แนะนำเลือกเก็งกำไรช่วงสั้น เน้นซื้อเมื่ออ่อนตัวใกล้โซนแนวรับ และทยอยลดพอร์ตเมื่อเข้าใกล้แนวต้าน พร้อมแนะนำหุ้นที่คาดมีผลประกอบการดีในหุ้น 2 กลุ่ม ดังนี้

หุ้นกลุ่มที่จะได้ประโยชน์จากแผนกระตุ้น ศก.และงานประมูลภาครัฐฯ: แนะนำหุ้นที่ได้ประโยชน์และมี Upside ได้แก่ TEAMG: (แม้กำไรสุทธิ 1Q63 ทำได้ 24.6 ลบ.ชะลอตัว 3.4% YoY แต่ด้วยความเป็นผู้นำเบอร์หนึ่งมากประสบการณ์ของธุรกิจออกแบบ ควบคุมงานโครงการกว่า 42 ปี บ.มีศักยภาพสูงหนุนเดินหน้าคว้าโปรเจคใหม่ต่อเนื่อง ปี 63 คาด Backlog ทำ New High หนุนรับรู้รายได้ไม่ต่ำกว่า 2-3 ปีจากนี้ มอง TEAMG น่าสนใจหลัง ปจบ.เทรดที่ PE ระดับ 12.8X (ขณะที่อุตสาหกรรมเทรดที่ระดับ 41.6X) ล่าสุดประกาศรับงานใหม่ในช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค.เพิ่มทั้งหมด 5 โครงการ เป็นงานจากภาครัฐทั้งหมดโดยแบ่งเป็นงานที่ปรึกษา 2 โครงการ และงานจัดหาติดตั้งเครื่องมือ 3 โครงการโดยมีระยะเวลาดำเนินงานโครงการ 180 วัน 68เดือน รวมมูลค่างานที่ได้รับทั้งสิ้น 1.04 พัน ลบ.

ขณะที่ความเสี่ยงภาระหนี้สินต่ำมาก โดยมีสัดส่วน Interest bearing debt/equity เพียง 0.02X นอกจากนี้ให้ Dividend Yield กว่า 5.05%), SEAFCO (รายงาน 1Q63 กำไร 94.41 ลบ +11%QoQ และ -21.4YoY ) ผู้บริหารตั้งเป้ารายได้ปี 63 ทำ New High ปจบ.มี Backlog กว่า 2.7 พัน ลบ.บวกกับได้อานิสงส์บวกจากร่าง พรบ.งบประมาณฯ ที่ผ่านสภา และยังมี Upside จากงานประมูลใหม่ จากโครงการลงทุนทั้งจากรัฐและเอกชน), CPALL รายงานกำไร 1Q63 ที่ 5.64 พัน ลบ. (-2%YoY, -8%QoQ) ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ทำให้ลูกค้าลดลง และมาตรฐาน บช.ใหม่เรื่องสัญญาเช่ามีต้นทุนเพิ่ม 308 ลบ.

อย่างไรก็ดีรายได้รวมยังโต 5%YoY จากการเปิดสาขาใหม่ และรายได้ Banking agent ที่เติบโต รวมถึงยอดขายที่เพิ่มขึ้นของ MAKRO ที่ได้ประโยชน์จากช่วง COVID-19 ทั้งนี้การกลับมาผ่อนคลายมาตรการ Lockdown และการกระตุ้นการบริโภคของภาครัฐจะช่วยให้ 2H63 กำลังซื้อจะฟื้นตัวขึ้น อีกทั้งการเข้าซื้อ TESCO LOTUS ในระยะยาวมองเป็นบวกจาก Synergy ที่จะเกิดขึ้น จะทำให้กลุ่ม CP มีทั้งค้าส่ง ค้าปลีก และสะดวกซื้อครบวงจร

กลุ่มที่คาดผลดำเนินงานมีแนวโน้มดีต่อเนื่อง: เหมาะกับการทยอยซื้อสะสมโดยเน้นหุ้นที่กำไรทั้งปี 62 โตดีและ     ปี 63 โตต่อ แนะนำ SABINA: รายงานผลประกอบการ1Q63 กำไร 70.4 ลบ -15.3%QoQ และ-12%YoY จากรายได้ที่ลดลง 16.3%QoQ และ 12.7%YoY เนื่องจากผลกระทบ COVID-19 ทำให้ช่องทางขายหน้าร้านที่เป็นช่องทางขายหลักถูกปิดไปในช่วง 22/3/63 ตามคำสั่งปิดห้างสรรพสินค้าของภาครัฐ อย่างไรก็ดียอดขายในส่วน NSR 99.8 ลบ +9%YoY ทำให้สัดส่วนขึ้นมาเป็น 15% ของยอดขายรวม รวมถึงช่องทางขาย Export +31.3%YoY

ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเหลือ 52.9% จากการผลิตที่น้อยลง และการชะลอนำเข้าสินค้าจากจีน และ SG&A/Sales ลดลง 10%YoY จากการควบคุมต้นทุนภายในที่ทำได้รวดเร็วหลังเกิดสถานการณ์ COVID แนวโน้ม 2Q63มีโอกาสอ่อนตัวต่อ โดยบริษัทจะมุ่งเน้นการขายแบบ NSR เพื่อชดเชยการขายหลักที่ถูกปิดไปในช่วงเมษ-พค และคาดยอดขายจะเริ่มฟื้นตัวในช่วง 2H63, SSP ช่วง 1Q63 มีกำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 161.2 ลบ. โต 24.3%YoY ผบห.คาดรายได้และกำไรปี 63 ทำ New high จากการรับรู้รายได้โครงการโรงไฟฟ้าที่เวียดนามและมองโกเลีย ขนาดรวม 55 MW ซึ่ง COD ตั้งแต่ มี.ค. 62 และ ก.ค. 62 ตามลำดับ ขณะที่ 2H63 เริ่ม COD โครงการยามากะที่ญี่ปุ่นขนาด 30 MW. หนุนกำลังผลิตรวมปจบ.กว่า 160 MW.พร้อมวางแผนขยายธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เฟส 2 ในเวียดนาม และเตรียมเข้าลงทุนโครงการโซลาร์รูฟท็อปในอินโดนีเซีย ตั้งเป้ากำลังการผลิตไฟฟ้า 400 MW.ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า ล่าสุด SSP ประกาศจ่ายปันผล 0.11 บ/หุ้น (Yield1.5%)

  • •   Trading Idea
  • •   หุ้นที่คาดฟื้นตัวเด่นจากการคลาย Lock Down : เลือก BTSGIF โดยได้ปัจจัยหนุนโดยตรงจากการผ่อน Lock Down และการกลับมาเปิดภาคการเรียน 1 ก.ค.63 นี้ตามประกาศของกระทรวงศึกษาฯ หนุนยอดผู้โดยสารรวมฟื้นตัวสู่ภาวะปกติ(ค่าเฉลี่ยรายเดือนปี 62 ที่ระดับ 20.6 ล้านเที่ยวคน) คาด Ridership ช่วงเดือน เม.ย.ที่ 3.5 ล้านเที่ยวคนเป็นจุดต่ำสุดแล้ว บวกกับจ่ายผลสม่ำเสมอ ให้ Div.Yield ย้อนหลัง 5 ปี เฉลี่ยอยู่ที่ 6.7% นอกจากนี้ราคาปจบ.มี discount 18.7%จากราคาประเมิน NAV.ล่าสุดตามรายงานตลท.เมื่อ 14 พ.ค.ที่ผ่านมาที่ราคา 9.2273 บ./หน่วย
  • •   กลุ่มผู้ให้บริการปั๊มน้ำมัน : แนะนำเก็งกำไร SUSCO, PTG ด้วยสองปัจจัยหนุน 1) ได้รับประโยชน์จากการผ่อนคลายมาตรการ Lockdown ของภาครัฐทำให้ประชาชนเริ่มออกมาทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจกันมากขึ้นหนุนอุปสงค์การใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น 2) อุปทานที่ลดลงหนุนราคาน้ำมันดิบเริ่มปรับตัวขึ้นตอบรับการลดกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ Russia เริ่มลดกำลังผลิตแล้วในเดือน พ.ค.นี้ ช่วยลดความกังวลเรื่องการขาดทุนสต็อกน้ำมันในช่วง 2Q63

27-May-20   Change (pts.)   26-May-20

SET Index   1,345.11   9.02   1,336.09

SET50 Index   895.13   6.60   888.53

SET100 Index   1,974.78   14.51   1,960.27

High   1,345.53   Gainers   631

Low         1,328.07       Unchanged   370

Value (Bt m)   78,673.24   Losers   726

Volume (*000)   17,859,202        

Market Valuation

SET Data   2019F   2020F   Long Term

Fwd PER (x)   19.9   15.9   15.9

EPS Growth (%)   13.9   9.3   -19.1

EV/EBITDA (x)   12.7   11.1   10.0

FWD PBV (x)   1.5   1.4   1.4

Dividend Yield (%)   2.8   3.1   3.3

ROE   6.9   8.2   8.6

Net Buy/Sell by Investor Types

Unit : M Bt   27-May-20   WTD   MTD   YTD

Institution   1,669.65   8,008.58   17,134.35   66,882.43

Proprietary   (402.35)   1,100.10   1,066.91   (1,770.72)

Foreign     (1,823.08)   (3,246.78)   (36,339.50)   (198,670.28)

Individual   555.78   (5,861.90)   18,138.24   133,558.57

AECS ( Fundamental and Strategic Team )

ภัทรพล จันทร์อินทร์ (ID. 089932)   Patarapon.j@aecs.com

ธีรยุทธ ฤทธิเผ่าพันธุ์   ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

ชัยรัตน์ คงสุนทร

สุวรรณา อัศวเหล่าวรพงศ์   ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

Data Support / Secretary

******************************************

 

line logotwitterLike1 Share3Like1 Share1กด Like - Share  เพจ Corehoon-Power Time เพื่อติดตามเคล็ดลับ ข่าวสาร เทรนด์ และบทวิเคราะห์ดีๆ อัพเดตทุกวัน คัดสรรมาเพื่อท่านนักลงทุนโดยเฉพาะ

 Click Donate Support Web

SAM720x100px bgGC 790x90

SME720 x 100banpu 720x90 new1 1

ooKbee1

corehoon NEW2

 

 

ข่าวล่าสุด!!