หมวดหมู่: บทวิเคราะห์

บล.เคจีไอ : บทวิเคราะห์ตลาดหุ้นรายวัน 29-5-2020KGI

ทิศทางตลาดหุ้นวันนี้ ( รักพงศ์ ไชยศุภรากุล เลขทะเบียนฯ: 19838)

ปรับลงต่อ จับตาประเด็นข่าวความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน คืนนี้

KGI ประเมิน SET Index วันศุกร์ (และวันทำการสุดท้ายของ พ.ค.) ลงต่อและยังผันผวนสูง... หลังจากเมื่อวานนี้ ดัชนีฯ เหวี่ยงแรงเช่นกัน ตามแรงขายในหุ้นเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลก (global cyclical plays) ขณะที่แรงซื้อที่เข้าในหุ้นที่ยังขึ้นไม่มากเช่นกลุ่มธนาคาร ค้ำตลาดไว้ในระดับหนึ่ง... สำหรับในวันนี้ ปัจจัยลบหลักๆ ได้แก่แรงขายลดความเสี่ยงก่อนที่ประเด็นข่าวสำคัญเรื่องความขัดแย้งสหรัฐฯ-จีน ทั้งนี้เมื่อวานนี้ทางการจีนได้อนุมัติกฎหมายจัดการการชุมนุมในฮ่องกง และล่าสุดโดนัลด์ ทรัมป์ได้ประกาศว่าในวันศุกร์ (เวลาสหรัฐฯ) เขาจะแถลงมาตรการตอบโต้จีน

ทั้งนี้แม้ฝ่ายวิจัยฯ มองว่ามาตรการใดๆ ที่จะออกมาน่าจะเป็นเพียงการแสดงออกทางการเมืองและไม่น่าจะมีมาตรการด้านเศรษฐกิจหรือสงครามการค้า แต่ด้วย valuations ของตลาดหุ้นเอเชียและหุ้นไทยที่ค่อนข้างสูงมาก ณ ปัจจุบัน น่าจะมีแรงขายลดความเสี่ยงออกมาก่อน ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศวันนี้ มีเรื่องให้ติดตามหลายประการเช่นกัน กล่าวคือ i) ตัวเลขเศรษฐกิจไทยเดือน เม.ย. ซึ่งน่าจะเข้าสู่ช่วงที่มีการหดตัวรุนแรง YoY เช่นเดียวกับที่จะเกิดขึ้นในเดือน พ.ค. ii) การประชุม ศบค. ชุดใหญ่ในวันนี้ ซึ่งน่าจะมีการคลายล็อกเฟส 3 รวมทั้งการลดเวลาเคอร์ฟิวช่วงกลางคืนให้สั้นลงอีก และ iii) ณ ราคาปิดของตลาดหุ้นวันนี้ ทาง MSCI จะมีการปรับหุ้นเข้าออก และน้ำหนักของหุ้นรายตัว สำหรับรอบครึ่งปี 2563 ซึ่งในภาพใหญ่นั้น น้ำหนักของตลาดหุ้นไทยในดัชนีมาตรฐานจะลดลง 0.03% จาก 2.39% เป็น 2.36% ซึ่งทางเรามองว่าไม่มีนัยสำคัญมากนัก ขณะที่จะมีหุ้น 3 ตัวได้แก่ AWC*, BAM* และ KTC* เข้าสู่ดัชนีมาตรฐาน

หุ้นเด่นวันนี้ ตามปัจจัยพื้นฐาน ( สุโชติ ถิรวรรณรัตน์ เลขทะเบียนฯ: 28668)

เก็งกำไร BAFS, JMART

                BAFS (เป้า Consensus 31 บาท) 1) ประเมินแนวรับ 23.7 บาท / แนวต้าน 25 บาท (Stop loss 23 บาท) 2) ประเมินรับ Sentiment บวก i) การผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์ ทำให้สายการบินเริ่มกลับมาดำเนินธุรกิจ (ในประเทศเริ่มบินแล้ว / ระหว่างประเทศอยู่ระหว่างพิจารณาคลายล็อก) ii) มาตรการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวใน 2H63 3) PBV 2.2 เท่า ลงมาเท่ากับ -2 เท่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานในอดีต (ย้อนหลัง 7 ปี) สะท้อนปัจจัยลบใน 2Q63 พอสมควรแล้ว ขณะที่คาดว่า หากมีการคลายมาตรการล๊อคดาวน์ดีมานด์การเติมน้ำมันสายการบินจะเริ่มฟื้นตัวใน 2H63 ... วานนี้ผู้บริหารเผยเตรียมซื้อโรงไฟฟ้าที่ COD แล้ว 20MW ในปีนี้ เป็นการลงทุนกระจายความเสี่ยง

                JMART (เป้าพื้นฐาน 9.8 บาท) 1) ประเมินแนวรับ 8.5 บาท และ 8.4 บาท / แนวต้าน 9.0 - 9.35 บาท (Stop loss 7.9 บาท) 2) คาด JMART รับ Sentiment บวกจากการที่ภาครัฐฯเตรียมผ่อนคลายมาตรการล๊อคดาวน์ 3) จากที่ประชุมนักวิเคราะห์ล่าสุด คาด 2Q63 บันทึกกำไรพิเศษราว 150 - 200 ล้านบาท (จากเจฟินเทค) ขณะที่ผลการดำเนินงาน บ.ลูก (SINGER, JMT) คาดจะยังโตเด่นพยุงผลการดำเนินงานโดยรวม 4) แจกวอแรนท์ JMART-W3 และ JMART-W4 ซึ่งจะขึ้นเครื่องหมาย XW 11 มิ.ย.นี้

หุ้นมีข่าว

(+ กลุ่มค้าปลีก CRC*, CPN*, MBK* / ร้านอาหาร ZEN, M) คลายเฟส 3 'ผ่อนปรน' คึกคัก 'อีเวนท์' พื้นที่ 2 หมื่นตร.ม.จัดได้ - หดเคอร์ฟิว '5 ทุ่มถึงตี 3' (กรุงเทพธุรกิจ) เอกชนรับลูกปลุกธุรกิจ ไตรมาส 3 กลับมาฟื้น ไทยติด "โควิด-19" 11 รายใหม่ กลุ่มกักกันกลับจาก 3 ประเทศ ขณะที่ ศบค.ชุดเล็กเตรียมชงชุดใหญ่ เคาะผ่อนปรน "เฟส 3" วันนี้ ขยับ เคอร์ฟิว 5 ทุ่ม-ตี 3 ไฟเขียวจัดอีเวนท์ เปิดห้างถึง 3 ทุ่ม อนุญาตโรงหนัง-โรงละคร-นั่งกินอาหารเป็นกลุ่มในร้าน 4-6 คน เลขา สมช.คาดกลับสู่ ภาวะปกติใน มิ.ย. เซ็นทรัลพัฒนาหนุน คลายล็อก "อินเด็กซ์ฯ" ชี้เป็นข่าวดีฟื้นอีเวนท์

(+ กลุ่มสายการบิน AAV*, BAFS, AOT* / โรงแรม CENTEL*, ERW*) 'แอตต้า' ชงนายกฯปลดล็อก เปิดต่างชาติเที่ยวไทยก.ค.นี้ (กรุงเทพธุรกิจ) มีใบรับรองแพทย์การันตี ก่อนเข้าประเทศ ไม่กักตัว "แอตต้า" เตรียมส่งหนังสือ ถึงนายกฯ จันทร์นี้ขอรัฐบาลเปิดประเทศเดือน ก.ค. ย้ำเลือกเปิดรับ-แลกเปลี่ยน ทัวริสต์จากประเทศที่ปลอดโรคและจัดการควบคุมโควิด-19 ได้ดี มีใบรับรองแพทย์ว่าไม่พบเชื้อมาการันตีก่อนเดินทางเข้าไทย ไม่มีกักตัว หนุนภาคธุรกิจท่องเที่ยวฟื้นครึ่งปีหลัง

(+) BAFS ปรับแผนบุกธุรกิจใหม่ รับรายได้หลายทางลดเสี่ยง (ทันหุ้น) BAFS เตรียมซื้อโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนในประเทศ 20 เมกะวัตต์ ลุยธุรกิจใหม่ด้าน AI-BlockChain เดินเกมกระจายรายได้ นอกเหนือธุรกิจเติมน้ำมันอากาศยาน ส่วนปริมาณการเติมน้ำมันอากาศยานในปีนี้ คาดจะปรับตัวลดลง 58% ทิศทางหลังจากนี้ บริษัทมองว่าภาพรวมได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว

(0) สรรพสามิตปัดลดภาษีรถ หวั่นทำ 'กลไกตลาด' ป่วน (กรุงเทพธุรกิจ) "สรรพสามิต" ปัดลดภาษีรถยนต์ใหม่ลง 50% ชี้ไม่ช่วยหนุนกำลังซื้อ ทั้งยังเป็นการแทรกแซงกลไกตลาดโดยไม่จำเป็น ขณะที่ผู้ประกอบการเตรียมพบนายกฯยื่นข้อเสนอรถยนต์เก่าแลกรถยนต์ใหม่ พร้อมขอขยายเวลาการใช้ ยูโร 5 และ 6 ออกไป หวังกระตุ้นยอดขาย ชี้ขณะนี้ยอดขายตกแล้ว 50-60%

(+) CRC ถือแฟมิลี่มาร์ท 100% ลุยโมเดลใหม่-เพิ่มสาขา (ข่าวหุ้น) CRC ประกาศเข้าซื้อหุ้นแฟมิลี่มาร์ทอีก 49% จาก JFM ผู้ร่วมลงทุนสัญชาติญี่ปุ่น ดันสัดส่วนถือหุ้นเพิ่มเป็น 100% พร้อมเดินหน้าพัฒนาโมเดลใหม่ คงแผนขยายสาขาอย่างต่อเนื่องจากปัจจุบันมีแฟมิลี่มาร์ท 1,000 สาขา

(- PTT* / + โรงไฟฟ้า BGRIM*, GULF*, RATCH*) PTT* สิ้นยุคเสวยสุขก๊าซ ต้องลดราคาสู้เปิดเสรี (ทันหุ้น) เจาะอนาคต PTT* โอกาสเป็นเสือนอนกินก๊าซลดลง หลังลูกค้าแห่รับใบอนุญาตนำเข้า LPG คาดต้องลดราคาสู้ วงการหวั่นถึงขั้นต้องคำนวณสูตรราคาก๊าซใหม่ เลิกอิงน้ำมันเตา ชี้ช่วงสั้นกระทบไม่มาก เหตุลูกค้ายังมีสัญญาอยู่ แต่ธุรกิจก๊าซไม่เลิศหรูเหมือนอดีต หันอิงค่าท่อก๊าซชดเชย

หุ้นที่เคยแนะนำก่อนหน้า

                หุ้นที่แนะนำ "Let profit run" โดยกำหนดจุดล็อกกำไร Trailing stop: INTUCH* (Trailing stop 52 บาท), TMB (Trailing stop 1.04 บาท), MTC* (Trailing stop 53 บาท), BPP* (Trailing stop 16.5 บาท), CPF* (Trailing stop 29 บาท), TFG (Trailing stop 4.30 บาท)

                AAV* (เป้าพื้นฐาน 2.08 บาท) แนวรับ 2.0 บาท / แนวต้าน 2.20 บาท หากผ่านได้แนะนำ "Let profit run" (Trailing stop 2.0 บาท)

                RS* (เป้าพื้นฐาน 13.2 บาท) แนวรับ 11.5 บาท / แนวต้าน 12.5 บาท หากผ่านได้แนะนำ "Let profit run" (Trailing stop 11.4 บาท)

                CENTEL* (เป้าพื้นฐาน 26 บาท) ประเมินแนวรับ 24.0 บาท และ 23.5 บาท / แนวต้าน 24.5 บาท หากผ่านได้แนะนำ "Let profit run" (Trailing stop 23.0 บาท)

                AMATA* (เป้าพื้นฐาน 15.6 บาท) ประเมินแนวรับ 14.0 / แนวต้าน 15.5 - 16.6 บาท (Trailing stop 14.0 บาท)

                STEC* (เป้าพื้นฐาน 21.4 บาท) ประเมินแนวรับ 15.0 บาท / แนวต้าน 16.3 บาท (Stop loss 14.5 บาท)

                HANA* (เป้าพื้นฐาน 36 บาท) แนวรับ 29 บาท / แนวต้าน 32.0 บาท (Trailing stop 28 บาท)

                BCPG* (เป้าพื้นฐาน 22 บาท) แนวรับ 16.7 บาท / แนวต้าน 17.5 - 18.0 บาท (Trailing stop 16.0 บาท)

                EA* (เป้า Consensus 59.5 บาท) แนวรับ 39 บาท / แนวต้าน 42 - 43 บาท (Stop loss 38.0 บาท)

Report ตามปัจจัยพื้นฐานวันนี้

                HMPRO* แนะนำ "ถือ" เป้าพื้นฐาน 14.9 บาท การผ่อนคลายมาตรการ lockdown ที่เร็วเกินคาด ฝ่ายวิจัยฯจึงปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2563 ขึ้นอีก 20% โดยคาดผลประกอบการจะดีขึ้น HoH ใน 2H63 จากฐานที่ต่ำในไตรมาสที่สอง และช่วง peak ในไตรมาสที่สี่จะเป็นโอกาสให้เข้าเก็งกำไรได้ แต่เหลือ upside อีกไม่มากแล้ว ดังนั้นยังคงคำแนะนำ ถือ

                GLOBAL* แนะนำ "ถือ" เป้าพื้นฐาน 14.6 บาท ฝ่ายวิจัยฯปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2563 ขึ้นอีก 40% และปี 2564 ขึ้นอีก 7% เนื่องจาก i) มีการผ่อนคลายมาตรการ lockdown เร็วกว่าที่คาดไว้ และ ii) อัตรากำไรขั้นต้นใน 1Q63 ดีเกินคาด อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงใน 2H63 เนื่องจาก i) เป็นช่วง low season, ii) การจับจ่ายใช้สอยอย่างระมัดระวัง และ iii) อำนาจซื้อต่ำ เนื่องจากอัตราการว่างงานสูง ซึ่งจะไปจำกัดการฟื้นตัวใน 2H63 จึงคงคำแนะนำ "ถือ" ในเชิงพื้นฐาน

                BTS* แนะนำ "ซื้อ" เป้าพื้นฐาน 13.5 บาท ฝ่ายวิจัยฯคาดกำไรปกติ 4Q63 (ม.ค.-มี.ค.) เท่ากับ 972 ล้านบาท (+54.2% YoY, -27.6% QoQ) อย่างไรก็ดีอาจเห็นการชะลอตัวลงของผลการดำเนินงานใน 1Q64 (เม.ย.-มิ.ย.) เนื่องจากมาตรการล๊อคดาวน์

                BCH* แนะนำ "ซื้อ" เป้าพื้นฐาน 22.3 บาท จากการประชุมนักวิคเราะห์ ประเมินผลการดำเนินงาน 2Q63 อ่อนแอ ผลจากการแพร่ระบาดของไวรัสฯ อย่างไรก็ดี 2H63 คาดว่าจะเริ่มฟื้นตัว HoH คงคำแนะนำ "ซื้อ"

Strategic SET daily

May 29, 2020                        Market strategy                    Thailand

1 อดิศักดิ์ คำมูล

2 66.2658.8888 ต่อ 8843

3 Research@kgi.co.th

จิตวิทยาตลาดวันนี้: --- ค่าเฉลี่ยสี่วันที่รับ 1335 จุด

วันนี้ หากดัชนี SET ดีดขึ้นหรือปิดเหนือนัยรับ 1335 จุดได้นั้น อาจทรงราคาขึ้นในกรอบ 1335-1359 จุด แต่หากวันนี้ ดัชนี SET ลดลงปิดต่ำกว่านัยรับ 1335 จุดนั้น อาจทรงราคาลงในกรอบ 1335-1321 จุด

แนวรับวันนี้:       1335/1323           แนวต้านวันนี้:         1346/1359

Monthly Economic Tracker

บทสรุปผู้บริหาร

เศรษฐกิจหลัก

สหรัฐ – DJIA มีแนวโน้มขึ้นไปทำสถิติสูงสุดใหม่ทะลุ 30,000 จุดได้ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีวันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 โดยปัจจัยสำคัญที่จะทำให้หุ้นวิ่งขึ้นได้คือรายงานผลการทดสอบวัคซีนป้องกัน COVID-19 แม้ว่าในระยะสั้นยังไม่มีประสิทธิภาพใช้ได้กับมนุษย์ เมื่อมีการประกาศผลทดสอบวัคซีนขั้นต้นออกมาจะทำให้ DJIA วิ่งขึ้นได้ถึง 500 จุดนอกจากนี้ ดัชนีเศรษฐกิจที่ดีขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไปส่งผลบวกต่อการลงทุนและหนุนให้ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้น แต่อย่างไรก็ตามเราอาจจะเห็นวาทกรรมเพื่อสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) ต่อจีนทั้งจากตัวแทนพรรค Republican และ Democrat ในการหาเสียงเลือกตั้ง ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับที่สภา Congress ผ่านร่างกฎหมายที่ทำให้บริษัทจีนไม่สามารถจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ และการคว่ำบาตรจีนจากการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติกับฮ่องกง ซึ่งในบางจังหวะอาจจะจุดประกายความกังวลเกี่ยวกับความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐฯรอบใหม่ แต่เรามองว่าน่าจะกดดันภาวะตลาดน้อยกว่าในอดีต

ยุโรป แนวโน้มของเศรษฐกิจถูกกระทบจากการที่มีผู้ติดเชื้อ COVID-19 เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ จากการที่มีผู้ติดเชื้อในหลายประเทศของยุโรป ตั้งแต่เดือนมีนาคมจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้ว่าการผ่อนคลายมาตรการ Lockdown ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจและสังคมทั้งในเชิงกว้างและเชิงลึกยังต้องใช้เวลามากกว่า 2 ปีกว่าจะกลับสู่ระดับปกติก่อนที่จะเกิดสถานการณ์โรคระบาด ภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยอย่างหนักจะทำให้ ECB ผ่อนคลายนโยบายการเงินลงอีก เราคาดว่าคงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในระดับต่ำสุดไปจนถึงปี 2568

ญี่ปุ่น – Reuters รายงานว่ารัฐบาลญี่ปุ่นกำลังพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่มูลค่ากว่า 100 ล้านล้านเยน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่บริษัทที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของ Coronavirus โดยเม็ดเงินที่ใช้ในมาตรการจะมาจากงบพิเศษในบประมาณ ปี 2563 เริ่มต้นในเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังจากที่กำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่สูงเป็นประวัติการณ์ที่ 117 ล้านล้านเยนซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่เดือนมีนาคมเพื่อรองรับผลกระทบจากโรคระบาด ทั้งนี้ มีการคาดกันว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นใน 2Q63 จะหดตัวหนักถึง 22% QoQ จากการระบาดของ COVID-19

เศรษฐกิจไทย

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า GDP ของไทยใน 1Q63 หดตัวเพียง 1.8% YoY ซึ่งดีกว่าที่เราและตลาดคาดไว้ว่าจะหดตัวถึง 3.9% YoY ในขณะที่ GDP ที่ปรับปัจจัยฤดูกาลแล้วลดลง 2.2% QoQ โดยถือว่า GDP ใน 1Q63 ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดเอาไว้ ดัชนีศรษฐกิจเดือนเมษายนที่จะประกาศปลายเดือนพฤษภาคมจะเป็นตัวเลขข้อมูลที่มีนัยสำคัญที่จะบ่งถึงแนวโน้ม GDP 2Q63 และเป็นตัวบ่งชี้เบื้องต้นถึงแนวโน้มใน 3Q63 และ 4Q63 ด้วย

แนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยนและกลยุทธ์

เครื่องมือการวิเคราะห์ทางเทคนิคทั้ง Stochastic, RSI และ MACD ต่างก็แสดงสัญญาณตรงกันว่า USDTHB จะกลับทิศมาทดสอบระดับ 32.00 โดยเราคาดว่า USDTHB จะขยับอยู่ในช่วงแคบๆ ระหว่าง 31.65-32.20 ในเดือนมิถุนายน

อัตราดอกเบี้ย อัตราผลตอนแทนพันธบัตร แนวโน้ม และกลยุทธ์

กนง. ลงมติ 4:3 ให้ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 25 bps เหลือ 0.50% เราคิดว่าในช่วงที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลงอย่างหนัก จำเป็นต้องมีการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากเป็นพิเศษอย่างที่ไม่เคยใช้มาก่อน โดยธนาคารกลางจำเป็นต้องนำเครื่องมือและมาตรการทุกอย่างที่มีออกมาใช้ให้หมดเพื่อดึงให้เศรษฐกิจกลับมาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ ทั้งนี้ ธปท. ได้นำแนวปฏิบัติที่เรียกว่า การคุม Yield Curve” มาใช้แบบเดียวกับธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) เพื่อควบคุมตลาดตราสารหนี้ และลดภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลจากการใช้งบประมาณทางการคลังก้อนใหญ่ในมาตรการบรรเทาผลกระทบจาก COVID-19 เราคิดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ยาวไปอย่างน้อยสามปี ธปท. ควรดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนทั่วประเทศด้วยตัวเองแทนที่ให้ลูกหนี้เจรจากับธนาคารพาณิชย์ทำการปรับโครงสร้างหนี้ นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจที่แย่ลง NPLs เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้ กนง. ต้องลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 25bps เหลือ 0.25% ในการประชุมวันที่ 24 มิถุนายน หรือ 5 สิงหาคม อย่างไรก็ตาม เราสนับสนุนให้ กนง. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 0%

******************************************

 

line logotwitterLike1 Share3Like1 Share1กด Like - Share  เพจ Corehoon-Power Time เพื่อติดตามเคล็ดลับ ข่าวสาร เทรนด์ และบทวิเคราะห์ดีๆ อัพเดตทุกวัน คัดสรรมาเพื่อท่านนักลงทุนโดยเฉพาะ

 Click Donate Support Web

SAM720x100px bgGC 790x90

SME720 x 100banpu 720x90 new1 1

ooKbee1

corehoon NEW2

 

 

ข่าวล่าสุด!!