หมวดหมู่: บริษัทจดทะเบียน

TRIS7 26ทริสเรทติ้ง คงอันดับเครดิตองค์กร & หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 'บ.โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์' ที่ 'BBB' และเปลี่ยนแนวโน้ม เป็น 'Negative' จาก 'Stable'

       ทริสเรทติ้ง คงอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ 'BBB' พร้อมทั้งคงอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันของบริษัทที่ระดับ BBB’ ในขณะเดียวกันยังจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 1.695 พันล้านบาทของบริษัทที่ระดับ BBB’ ด้วย ทั้งนี้ บริษัทจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ในครั้งนี้ไปใช้ชำระคืนหนี้ที่จะครบกำหนด

       อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งปรับแนวโน้มอันดับเครดิตเป็น 'Negative' หรือ 'ลบ จาก 'Stable' หรือ 'คงที่' ด้วย การปรับแนวโน้มอันดับเครดิตดังกล่าวสะท้อนถึงผลการดำเนินงานของบริษัทที่อ่อนแอกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้าซึ่งมีสาเหตุหลักจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส

       โคโรนา 2019 (โควิด 19) รวมถึงมุมมองของทริสเรทติ้งต่อธุรกิจให้บริการนอกชายฝั่งของบริษัทที่จะยังคงต้องเผชิญกับแรงกดดันจากภาวะอุตสาหกรรมที่ไม่เอื้ออำนวย ขณะที่ความพยายามของบริษัทในการขยายไปยังธุรกิจอื่น ๆ และพื้นที่บริการอื่นๆ ยังไม่บรรลุผลสำเร็จ ทริสเรทติ้ง คาดว่าผลการดำเนินงานของธุรกิจเรือขนส่งสินค้าแห้งเทกองจะปรับตัวดีขึ้น โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ในประเทศจีนเป็นปัจจัยสนับสนุนด้านอุปสงค์ที่สำคัญ อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวของค่าระวางเรือก็ยังมีความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอ

       อันดับเครดิตของบริษัทได้รับการสนับสนุนจากฐานะการเงินที่แข็งแรงของบริษัทจากการที่มีเงินสดจำนวนมากในมือ อย่างไรก็ดี อันดับเครดิตยังคงสะท้อนถึงความเสี่ยงทางธุรกิจที่อยู่ในระดับสูงจากธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจขนส่งสินค้าแห้งเทกองทางเรือและธุรกิจให้บริการวิศวกรรมนอกชายฝั่งที่มีความไม่แน่นอนและผันผวนสูง

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

ความเสี่ยงจากธุรกิจหลักที่มีความผันผวนสูง

         ความเสี่ยงทางธุรกิจของบริษัทถูกกำหนดจากการที่ธุรกิจหลักทั้ง 2 ธุรกิจ คือ ธุรกิจเรือขนส่งสินค้าแห้งเทกองและธุรกิจให้บริการนอกชายฝั่งมีความผันผวนสูง โดยทั้งสองธุรกิจสร้างอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) โดยเฉลี่ยให้แก่บริษัทคิดเป็นประมาณ 70%-80%

       ในธุรกิจเรือขนส่งสินค้าแห้งเทกอง ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมมีความผันผวนคือภาวะอุตสาหกรรมส่วนเกินที่เป็นไปอย่างต่อเนื่องจากการที่อุตสาหกรรมประกอบไปด้วยผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากและมีการแข่งขันสูงจนส่งผลให้การควบคุมอุปทานเป็นไปได้ยากและเป็นปัจจัยกดดันต่อค่าระวางเรือ

         ผลการดำเนินงานของธุรกิจให้บริการนอกชายฝั่งของบริษัท ขึ้นอยู่กับขึ้นอยู่กับการดำเนินการด้านตรวจสอบ ซ่อมแซม และบำรุงรักษา (Inspection Repair and Maintenance: IRM) ของบริษัทในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซที่มีความผันผวนสูงและเป็นวัฏจักรขึ้นลง การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนเรื่องทิศทางราคาน้ำมันดิบและจะยังคงกดดันธุรกิจให้บริการนอกชายฝั่งของบริษัทในระยะสั้นถึงกลาง นอกจากนี้ บริษัทยังมีความเสี่ยงจากการมีลูกค้าหลักน้อยรายทำให้ความสามารถในการต่อรองราคามีจำกัด โดยผลการดำเนินงานของบริษัทขึ้นอยู่กับการต่ออายุสัญญาจ้างของลูกค้าไม่กี่รายที่เป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติในตะวันออกกลาง

ค่าระวางเรือฟื้นตัวหลังจากอุตสาหกรรมหยุดชะงักจากโรคโควิด 19

               การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ทำให้อุตสาหกรรมเรือขนส่งสินค้าแห้งเทกองเกิดภาวะชะงักในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ดัชนีค่าระวางเรือบอลติก (Baltic Dry Index -- BDI) ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 23% มาอยู่ที่ 685 ในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 อย่างไรก็ดี ค่าระวางเรือได้ปรับตัวดีขึ้นหลังจากผลกระทบจากโรคระบาดเริ่มคลี่คลายและกิจกรรมต่างๆ ทยอยกลับมาดำเนินการ การปรับตัวของอุปสงค์และอุปทานในอุตสาหกรรมในทิศทางที่ดีขึ้นจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของค่าระวางเรือในระยะ 12-18 เดือนข้างหน้า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ในประเทศจีนจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนอุปสงค์ในอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ดี ทริสเรทติ้งมองว่าการเติบโตของอุปสงค์ ยังมีความอ่อนไหวจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอ รวมถึงความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ระลอก 2 ในขณะที่ด้านอุปทานนั้น ความล่าช้าของการส่งมอบเรือใหม่ จำนวนการสั่งต่อเรือใหม่ รวมถึงกฎเกณฑ์ทางด้านสิ่งแวดล้อมจะยังคงเป็นปัจจัยหนุนให้การเติบโตของอุปทานเรือขนส่งสินค้าแห้งเทกองจะอยู่ในระดับไม่สูงในระยะ 12-18 เดือนข้างหน้า

               ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ค่าระวางเรือ (Time Charter Equivalent -- TCE) โดยเฉลี่ยของบริษัทอยู่ที่ 7,622 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวันต่อลำ ลดลง 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ค่าระวางเรือที่ระดับดังกล่าวยังคงสูงกว่าค่าใช้จ่ายในการเดินเรือซึ่งอยู่ที่ 5,341 ดอลลาร์สหรัฐ ฯ ต่อวันต่อลำ ทำให้ยังคงมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายเป็นบวก สมมติฐานพื้นฐานของทริสเรทติ้งคาดว่าค่าระวางเรือโดยเฉลี่ยของบริษัทจะอยู่ระหว่าง 8,000-8,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวันต่อลำในปี 2563 และจะอยู่ระหว่าง 9,000-9,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวันต่อลำในปี 2564-2565 ซึ่งต่ำกว่าที่ทริสเรทติ้ง เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้าที่ 9,800-10,200 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวันต่อลำ

ทริสเรทติ้ง คาดว่า บริษัทยังมีการบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าค่าใช้จ่ายในการเดินเรือเฉลี่ยจะอยู่ที่ 5,300-5,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวันต่อลำในช่วงปี 2563-2565 รายได้จากธุรกิจเรือขนส่งสินค้าแห้งเทกองของบริษัทคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 5 พันล้านบาทในปี 2563 และจะอยู่ที่ 6-6.2 พันล้านบาทต่อปีในปี 2564-2565 และมีอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้ของบริษัทอยู่ที่ 14%-17% ในช่วงปี 2563-2565

ผลการดำเนินงานของธุรกิจให้บริการนอกชายฝั่งอ่อนแอ

               ทริสเรทติ้ง ประเมินว่า ธุรกิจการให้บริการนอกชายฝั่งของบริษัทยังคงเผชิญกับแรงกดดัน เมื่อพิจารณาถึงภาวะอุตสาหกรรมที่ยังคงไม่สดใส ในขณะที่ความพยายามของบริษัทในการขยายไปยังธุรกิจและพื้นที่ให้บริการอื่นๆ เช่น การขยายไปทำงานรื้อถอน (Decommissioning) ในอ่าวไทย ยังไม่เกิดขึ้น

               บริษัทยังคงประสบกับปัญหาอัตราการใช้งานกองเรือที่ต่ำ มูลค่าสัญญาที่บริษัทมี มาจากอัตราการใช้งานของเรือ 3 ลำในระดับสูง ในขณะที่เรืออีก 4 ลำของบริษัทเข้าอู่เย็น (Cold-stacking) ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2563 บริษัทมีมูลค่าสัญญาให้บริการที่รอส่งมอบที่ 176 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะรับรู้และเป็นฐานรายได้ให้กับบริษัท 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในครึ่งหลังของปี 2563 และ 66 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2564 และ 54 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2565 บริษัทที่ดำเนินธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติยังคงมีความระมัดระวังเรื่องค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ในขณะที่อุตสาหกรรมยังคงเผชิญภาวะอุปทานส่วนเกิน การต่อสัญญาจึงยังมีความไม่นอนหรือไม่ก็มาพร้อมกับแรงกดดันด้านราคา

               ในเดือนกันยายน 2563 ที่ผ่านมาบริษัทตัดสินใจขายเงินลงทุนใน บริษัท เอเชีย ออฟชอร์ ดริลลิ่งค์ จำกัด (AOD) มูลค่ารวม 31 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งก่อนหน้านี้ ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก AOD ประมาณ 2-3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี การขายเงินลงทุนใน AOD เกิดจากมุมมองของบริษัทต่อธุรกิจขุดเจาะที่ไม่สดใส ทั้งนี้ คาดว่าบริษัทจะมีการรับรู้ผลขาดทุนทางบัญชีจากธุรกรรมดังกล่าวเมื่อพิจารณาถึงมูลค่าทางบัญชีของ AOD ก่อนการขายออกไป

               สมมติฐานของทริสเรทติ้งคาดว่าธุรกิจให้บริการนอกชายฝั่งของบริษัทจะมีรายได้รวม 90-120 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีในปี 2563-2565 โดยสมมติฐานดังกล่าวได้พิจารณาถึงมูลค่าสัญญาให้บริการที่รอส่งมอบแล้วและรายได้จากสัญญาเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับงานให้บริการนอกชายฝั่งที่บริษัททำอยู่ ด้วยภาวะอัตราการใช้งานกองเรือที่ต่ำรวมทั้งภาวะกดดันเรื่องราคาทำให้ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทยังจะคงประสบกับผลการดำเนินงานที่ขาดทุนในช่วงดังกล่าว ซึ่งผลการดำเนินงานที่ขาดทุนอย่างต่อเนื่องจะลดทอนความแข็งแกร่งของฐานะการเงินของบริษัท

รายได้จากธุรกิจอื่นๆ ยังมีขนาดเล็ก

               ทริสเรทติ้ง ยังได้พิจารณาถึงความพยายามในการเพิ่มความหลากหลายของธุรกิจเพื่อจะช่วยลดความผันผวนจากธุรกิจหลักทั้ง 2 ประเภทของบริษัทด้วย ทั้งนี้ บริษัทได้ลงทุนในธุรกิจอื่นๆ ที่มีลักษณะที่ไม่เป็นวัฏจักร เช่น ธุรกิจปุ๋ย ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจบริหารจัดการน้ำ และธุรกิจโลจิสติกส์ แม้ว่าธุรกิจปุ๋ยจะมีผลการดำเนินงานที่ดีต่อเนื่อง และการเติบโตของธุรกิจร้านพิซซ่า ฮัทก็เป็นไปด้วยดี การลงทุนในธุรกิจอื่นๆ ยังไม่ได้สร้างผลตอบแทนที่มีนัยสำคัญต่อกลุ่มมากนัก

               ในปี 2563-2565 สมมติฐานของทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีรายได้จากธุรกิจปุ๋ยอยู่ที่ 2.5-2.6 พันล้านบาทต่อปี และมีอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้ของบริษัทอยู่ที่ระดับ 5%-7% ในขณะที่ธุรกิจอาหาร รายได้หลักมาจากธุรกิจร้านพิซซ่า ฮัท ซึ่งบริษัทเริ่มได้ประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาดจากจำนวนร้านที่มากขึ้น ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2563 บริษัทมีจำนวนร้าน 154 ร้าน โดยบริษัทมีแผนขยายสาขา 15-20 สาขาต่อปีในระยะ 3 ปีข้างหน้า ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีรายได้จากพิซซ่า ฮัท 2-2.4 พันล้านบาทต่อปี และมีอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้ของบริษัทอยู่ที่ 9%-10%

ผลการดำเนินงานอ่อนแอลงมากในปี 2563 แต่จะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น

               ทริสเรทติ้ง คาดว่ารายได้ของบริษัทจะอ่อนแอลงอย่างมากในปี 2563 แต่จะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นในปี 2564-2565 โดยเป็นผลจากธุรกิจขนส่งเรือสินค้าแห้งเทกองเป็นหลัก

               ในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 บริษัทมีรายได้ 6.3 พันล้านบาทและมีอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายอยู่ที่ 150 ล้านบาท และมีเงินทุนจากการดำเนินงานติดลบอยู่ที่ 37 ล้านบาท ซึ่งผลการดำเนินงานที่อ่อนแอดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 และการที่เรือให้บริการนอกชายฝั่ง 2 ลำของบริษัทต้องเข้าอู่แห้งตามกำหนด ทริสเรทติ้งคาดว่าผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วงครึ่งปีหลังจะปรับตัวดีขึ้นจากการฟื้นตัวของค่าระวางเรือและเรือให้บริการนอกชายฝั่งทั้ง 2 ลำกลับมาดำเนินการตามปกติตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2563

               สมมติฐานของทริสเรทติ้งคาดว่า บริษัทจะมีรายได้รวม 1.3-1.55 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2563-2565 โดยที่ในปี 2563 บริษัทจะมีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายประมาณ 600 ล้านบาท และมีเงินทุนจากการดำเนินงาน 180-200 ล้านบาท ทริสเรทติ้งคาดการณ์ว่าผลการดำเนินงานของบริษัทจะดีขึ้นในปี 2564-2565 โดยที่บริษัทจะมีอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายอยู่ที่ 8%-10% ซึ่งจะสร้างกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายที่ประมาณ 1.2-1.3 พันล้านบาทต่อปีในปีประมาณการ และจะมีเงินทุนจากการดำเนินงานที่ประมาณ 600-700 ล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2564-2565 โดยปัจจัยเสี่ยงด้านรายได้จะเกิดจากภาวะชะงักงันในการฟื้นตัวของค่าระวางเรือ และ/หรือผลการดำเนินงานที่อ่อนแอกว่าคาดของธุรกิจให้บริการนอกชายฝั่ง

เงินสดในมือจำนวนมากช่วยสนับสนุนสถานะการเงิน

               การที่บริษัทมีเงินสดในมือจำนวนมากเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยลดผลกระทบจากผลการดำเนินงานที่ผันผวนและสนับสนุนสถานะการเงินและอันดับเครดิตของบริษัท ผลกระทบจากผลการดำเนินงานที่อ่อนแอในปี 2563 ต่อคุณภาพกระแสเงินสดได้ถูกลดทอนลงจากเงินที่ได้รับจากการขายหุ้น AOD

               ในปี 2563-2565 ทริสเรทติ้ง คาดว่า หนี้สินทางการเงินสุทธิต่อเงินทุนของบริษัทจะยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่า 15% ขณะที่อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินที่ปรับปรุงแล้วจะอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 10% ในปี 2563 ก่อนที่จะปรับดีขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 20%-30% ในปี 2564-2565 สมมติฐานของทริสเรทติ้งคาดว่าเงินลงทุนของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 1-1.4 พันล้านบาทต่อปีในปี 2563-2564 โดยส่วนใหญ่จะใช้สำหรับซื้อเรือขนส่งสินค้ามือสองจำนวน 2 ลำ บริษัทคาดว่าจะใช้เงินกู้จากธนาคารเป็นแหล่งเงินทุนในสัดส่วน 50% และคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 400-500 ล้านบาทในปี 2565

สภาพคล่องเพียงพอ

        ทริสเรทติ้ง ประเมินว่า บริษัทจะยังคงมีสภาพคล่องเพียงพอในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า ทั้งนี้ แหล่งสภาพคล่องหลักของบริษัทมาจากเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดในมือจำนวนประมาณ 5.2 พันล้านบาท ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2563 เงินที่จะได้รับจากการขาย AOD ประมาณ 0.9 พันล้านบาท และเงินทุนจากการดำเนินงานที่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับประมาณ 180-200 ล้านบาทในปี 2563 และที่ระดับประมาณ 600-700 ล้านบาทในปี 2564

       ในขณะที่บริษัทมีภาระหนี้สินทางการเงินที่จะครบกำหนดชำระในช่วงที่เหลือของปี 2563 รวมประมาณ 730 ล้านบาท และมีแผนการลงทุนอีกประมาณ 300-400 ล้านบาท ส่วนในปี 2564 นั้น บริษัทมีภาระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระรวมประมาณ 2.9 พันล้านบาท และมีแผนการลงทุนประมาณ 1 พันล้านบาท

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

- ค่าระวางเรือโดยเฉลี่ยของบริษัทจะอยู่ระหว่าง 8,000-8,300 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวันต่อลำในปี 2563 และจะอยู่ระหว่าง 9,000-9,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวันต่อลำในปี 2564-2565

- ธุรกิจให้บริการนอกชายฝั่งของบริษัทจะมีรายได้รวม 90-120 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีในปี 2563-2565

- บริษัทจะมีรายได้ 1.3-1.55 หมื่นล้านบาทต่อปีในปี 2563-2565

- อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายจะอยู่ที่ประมาณ 600 ล้านบาทในปี 2563 และ 1.2-1.3 พันล้านบาทต่อปีในปี 2564-2565

- มีเงินทุนจากการดำเนินงานจะอยู่ที่ประมาณ 180-200 ล้านบาทในปี 2563 และ 600-700 ล้านบาทต่อปีในปี 2564-2565

- เงินลงทุนของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 1-1.4 พันล้านบาทต่อปีในระหว่างปี 2563-2564 และ 400-500 ล้านบาทในปี 2565

แนวโน้มอันดับเครดิต

      แนวโน้มอันดับเครดิต 'Negative' หรือ 'ลบ' สะท้อนถึงผลการดำเนินงานของบริษัทที่อ่อนแอกว่าที่คาดอันเป็นผลจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 รวมถึงความไม่แน่นอนต่อการฟื้นตัวของผลประกอบการในธุรกิจให้บริการนอกชายฝั่ง

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

     โอกาสในการปรับแนวโน้มอันดับเครดิตเป็น 'Stable' หรือ 'คงที่' จะเกิดจากการที่ผลประกอบการของบริษัทดีกว่าที่ประมาณการและธุรกิจให้บริการนอกชายฝั่งมีผลการดำเนินงานดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันดับเครดิตหรือแนวโน้มอันดับเครดิตอาจได้รับการปรับลดลงหากผลประกอบการด้อยลงอย่างต่อเนื่อง หรือจากการลงทุนโดยการก่อหนี้ขนาดใหญ่

เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง

- วิธีการจัดอันดับเครดิตธุรกิจทั่วไป, 26 กรกฎาคม 2562

- อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญและการปรับปรุงตัวเลขทางการเงิน, 5 กันยายน 2561

บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) (TTA)

อันดับเครดิตองค์กร: BBB

อันดับเครดิตตราสารหนี้:

TTA213A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,805.2 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2564 BBB

TTA221A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2565 BBB

หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน ในวงเงินไม่เกิน 1,695 ล้านบาท ไถ่ถอนภายใน 4 ปี BBB

แนวโน้มอันดับเครดิต: Negative

บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด/ www.trisrating.com

   ติดต่อ santaya@trisrating.com โทร. 0-2098-3000 อาคารสีลมคอมเพล็กซ์ ชั้น 24 191 ถ. สีลม กรุงเทพฯ 10500

          บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2563 ห้ามมิให้บุคคลใด ใช้ เปิดเผย ทำสำเนาเผยแพร่ แจกจ่าย หรือเก็บไว้เพื่อใช้ในภายหลังเพื่อประโยชน์ใดๆ ซึ่งรายงานหรือข้อมูลการจัดอันดับเครดิต ไม่ว่าทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน และไม่ว่าในรูปแบบ หรือลักษณะใดๆ หรือด้วยวิธีการใดๆ โดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ก่อน การจัดอันดับเครดิตนี้มิใช่คำแถลงข้อเท็จจริง หรือคำเสนอแนะให้ซื้อ ขาย หรือถือตราสารหนี้ใดๆ แต่เป็นเพียงความเห็นเกี่ยวกับความเสี่ยงหรือความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้นั้นๆ หรือของบริษัทนั้นๆ โดยเฉพาะ ความเห็นที่ระบุในการจัดอันดับเครดิตนี้มิได้เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุน หรือคำแนะนำในลักษณะอื่นใด การจัดอันดับและข้อมูลที่ปรากฏในรายงานใดๆ ที่จัดทำ หรือพิมพ์เผยแพร่โดย บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้จัดทำขึ้นโดยมิได้คำนึงถึงความต้องการด้านการเงิน พฤติการณ์ ความรู้ และวัตถุประสงค์ของผู้รับข้อมูลรายใดรายหนึ่ง ดังนั้น ผู้รับข้อมูลควรประเมินความเหมาะสมของข้อมูลดังกล่าวก่อนตัดสินใจลงทุน บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้รับข้อมูลที่ใช้สำหรับการจัดอันดับเครดิตนี้จากบริษัทและแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่เชื่อว่าเชื่อถือได้

           ดังนั้น บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด จึงไม่รับประกันความถูกต้อง ความเพียงพอ หรือความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูลใดๆ ดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสีย หรือความเสียหายใดๆ อันเกิดจากความไม่ถูกต้อง ความไม่เพียงพอ หรือความไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นั้น และจะไม่รับผิดชอบต่อข้อผิดพลาด หรือการละเว้นผลที่ได้รับหรือการกระทำใดๆโดยอาศัยข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้ รายละเอียดของวิธีการจัดอันดับเครดิตของ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เผยแพร่อยู่บน Website: http://www.trisrating.com/th/rating-information-th2/rating-criteria.html

COREHOON

******************************************

line logotwitterLike1 Share3Like1 Share1กด Like - Share  เพจ Corehoon-Power Time เพื่อติดตามเคล็ดลับ ข่าวสาร เทรนด์ และบทวิเคราะห์ดีๆ อัพเดตทุกวัน คัดสรรมาเพื่อท่านนักลงทุนโดยเฉพาะ

 Click Donate Support Web

FBS728

EXNESS

SAM720x100px bgGC 790x90

SME720 x 100banpu 720x90 new1 1

ooKbee1

corehoon NEW2

 

 

ข่าวล่าสุด!!