หมวดหมู่: บริษัทจดทะเบียน

TRIS7 3ทริสเรทติ้ง จัดอันดับเครดิตองค์กร 'บ.เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น' ที่ 'BBB' แนวโน้ม 'Stable'

       ทริสเรทติ้ง จัดอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ 'BBB' ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต 'Stable' หรือ 'คงที่' โดยอันดับเครดิตสะท้อนถึงกระแสเงินสดที่คาดการณ์ได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของบริษัทที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวและมีความเสี่ยงในการดำเนินงานที่ต่ำ นอกจากนี้ อันดับเครดิตยังสะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่น่าพอใจของโรงไฟฟ้าของบริษัทอีกด้วย ในขณะเดียวกัน อันดับเครดิตก็ถูกลดทอนบางส่วนจากความเสี่ยงในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งในประเทศเวียดนามและระดับหนี้สินที่เพิ่มสูงขึ้นของบริษัท

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

กระแสเงินสดที่คาดการณ์ได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

       อันดับเครดิตเป็นผลมาจากการที่บริษัทมีกระแสเงินสดที่คาดการณ์ได้จากธุรกิจผลิตไฟฟ้า ปัจจุบันโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการแล้วของบริษัทประกอบไปด้วยโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมด กระแสเงินสดจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ส่วนใหญ่มักจะคาดการณ์ได้จากการมีอัตราค่าไฟฟ้าที่แน่นอนและความเสี่ยงในการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าที่ต่ำ

       โรงไฟฟ้าของบริษัทดำเนินการภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวซึ่งส่วนใหญ่เป็นสัญญาที่ทำไว้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รวมทั้งผู้รับซื้อไฟฟ้าที่น่าเชื่อถือหลายรายในประเทศญี่ปุ่น และการไฟฟ้าเวียดนาม (Vietnam Electricity -- EVN) โดยสัญญาซื้อขายไฟฟ้าดังกล่าวเป็นแบบ Non-firm (สัญญาที่ผู้ผลิตไม่มีข้อผูกมัดเกี่ยวกับการสั่งเดินเครื่อง และจะได้รับเฉพาะค่าพลังงานไฟฟ้า)

        ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2563 บริษัทเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จำนวน 14 แห่งซึ่งคิดเป็นกำลังการผลิตรวม 193.4 เมกะวัตต์ ในส่วนของกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนของการลงทุนของบริษัทนั้นคิดเป็นกำลังการผลิตสุทธิรวม 173 เมกะวัตต์ ปัจจุบันบริษัทกำลังพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 2 แห่งในประเทศญี่ปุ่น ตลอดจนโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง 1 แห่งในประเทศเวียดนาม และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาในประเทศอินโดนีเซียอีก 1 แห่ง ทั้งหมดนี้จะทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตสุทธิรวมเพิ่มขึ้นเป็น 263.8 เมกะวัตต์จาก 173 เมกะวัตต์ภายในปี 2566

       ในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 บริษัทมีรายได้จำนวน 903 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 715 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปี 2562 รายได้ที่เพิ่มขึ้น 26% นั้นมาจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งใหม่ที่เปิดดำเนินการในปี 2562 และปี 2563 ซึ่งประกอบไปด้วยโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาในประเทศไทยจำนวน 4 แห่ง และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น ในประเทศเวียดนาม และในประเทศมองโกเลียอีกประเทศละ 1 แห่ง บริษัทมีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายอยู่ที่ 742 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 547 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน

       ตามประมาณการพื้นฐาน ทริสเรทติ้งมีสมมติฐานว่าบริษัทจะสามารถเปิดดำเนินการโครงการใหม่ๆ ได้ตามแผนการที่วางไว้ ซึ่งจะทำให้กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายของบริษัทเติบโตที่ระดับ 1.3-2 พันล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2563-2566 โดยเพิ่มขึ้นจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 888 ล้านบาทในปี 2562

ผลการดำเนินงานที่น่าพอใจของโรงไฟฟ้า

     โรงไฟฟ้าของบริษัทมีผลการดำเนินงานโดยเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ โดยโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ส่วนใหญ่ของบริษัทสามารถผลิตไฟฟ้าต่อปีได้เกินระดับ P50 (ความน่าจะเป็น 50% ของการผลิตพลังงาน) ซึ่งเป็นเกณฑ์ของการดำเนินงานที่คาดไว้ และจากการที่บริษัทยังคงเปิดตัวโครงการใหม่ในช่วงปี 2559-2562 อย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ผลผลิตไฟฟ้าของบริษัทเพิ่มขึ้น เป็น 190 กิกะวัตต์ชั่วโมงในปี 2562 จาก 85 กิกะวัตต์ชั่วโมงในปี 2558

      ในบรรดาโรงไฟฟ้าทั้งหมดของบริษัท มีเพียง บริษัท เสริมสร้างพลังงงาน จำกัด (โครงการ SPN) เท่านั้นที่เปิดดำเนินการมานานที่สุด ในขณะที่โรงไฟฟ้าอื่นๆ นั้นเปิดดำเนินการมาแล้วไม่ถึง 3 ปี โครงการ SPN สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 85-90 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปีซึ่งสูงกว่าระดับ P50 ประมาณ 15% ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ไฟฟ้าที่ผลิตจากโครงการ SPN คิดเป็นประมาณ 36% ของกำลังไฟฟ้าทั้งหมดของบริษัท ในขณะที่โรงไฟฟ้าอื่น ๆ ของบริษัทในประเทศไทยสร้างรายได้ราว 6% และส่วนที่เหลืออีก 58% มาจากโรงไฟฟ้าในต่างประเทศ

ความเสี่ยงในการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานลม

       อันดับเครดิตลดทอนลงบางส่วนจากความเสี่ยงในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมแห่งแรกของบริษัท โดยปัจจุบันบริษัทกำลังพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งขนาด 48 เมกะวัตต์ในประเทศเวียดนามซึ่งมีกำหนดจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายในเดือนตุลาคม 2564 ทริสเรทติ้งเห็นว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานลมนั้นมีความเสี่ยงในการก่อสร้างที่ค่อนข้างสูงกว่าเนื่องจากความซับซ้อนในการเลือกเทคโนโลยีและการออกแบบโรงงานเป็นสำคัญ โดยที่ความยากลำบากในการติดตั้งส่วนประกอบสำคัญและความเสี่ยงในการก่อสร้างที่สูงกว่าอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้นทุนสูงเกินกว่าที่วางแผนไว้

นอกจากนี้ ความล่าช้าในการก่อสร้างก็อาจก่อให้เกิดความเสียหายจนกระทบความเป็นไปได้ของโครงการ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงในการก่อสร้างก็ลดลงบางส่วนจากเงื่อนไขของสัญญาก่อสร้างที่เป็นแบบ Engineering Procurement and Construction (EPC) กระนั้นหลังการก่อสร้างแล้วเสร็จ โรงไฟฟ้าพลังงานลมก็มักมีความเสี่ยงในการดำเนินงานที่สูงกว่าโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยเช่นกัน

มีความเสี่ยงของประเทศที่สูงมากขึ้น

       ภายในปี 2564 โรงไฟฟ้าของบริษัทที่ตั้งอยู่ในประเทศมองโกเลียและเวียดนามจะคิดเป็นสัดส่วนประมาณหนึ่งในสี่ของโรงไฟฟ้าทั้งหมดของบริษัท ทริสเรทติ้งมองว่าการลงทุนในทั้งสองประเทศนี้มีความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูงกว่าโครงการในประเทศไทยและญี่ปุ่น ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่สูงขึ้นนั้นเกี่ยวข้องกับความเสมอต้นเสมอปลายของกฎระเบียบข้อบังคับ ตลอดจนความยากลำบากในการบังคับใช้สัญญา แนวโน้มของความล่าช้าในการได้รับอนุมัติใบอนุญาตที่จำเป็น ข้อจำกัดในด้านโครงสร้างพื้นฐาน และอื่นๆ นอกจากนี้ บริษัทยังมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราและความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้ซื้อไฟฟ้าที่สูงกว่าอีกด้วย

ค่าไฟฟ้าที่ลดลงรวมทั้งภาระดอกเบี้ยจะส่งผลกดดันต่อการทำกำไร

            อัตราค่าไฟฟ้าที่ลดลงของโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการใหม่และดอกเบี้ยจ่ายที่สูงทำให้ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทมีข้อจำกัด อัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยที่บริษัทได้รับลดลงเหลือ 7.7 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมงในปี 2562 จากที่เคยสูงกว่า 9 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมงในช่วงปี 2558-2561 ทั้งนี้ จากประมาณการพื้นฐานของทริสเรทติ้งคาดว่าในปี 2563-2566 อัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยจะอยู่ที่ระดับ 7-8 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมงหลังจากโครงการโซลาร์ฟาร์มแห่งใหม่ของบริษัทในประเทศญี่ปุ่นและโรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศเวียดนามเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์

               ในช่วงเวลาเดียวกัน ทริสเรทติ้งคาดว่าภาระหนี้ของบริษัทจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในขณะที่อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นจากเงินกู้สำหรับใช้ในโรงไฟฟ้าในประเทศที่มีความเสี่ยงของโครงการสูง โดยอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของบริษัทอยู่ที่ระดับ 3.4% ในปี 2562 แต่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 3.6%-4% ในช่วงปี 2563-2566 ส่งผลให้บริษัทจะมีภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้เงินทุนจากการดำเนินงานทรงตัวอยู่ในช่วง 0.9-1.4 พันล้านบาทต่อปี โดยเพิ่มขึ้นจาก 0.8 พันล้านบาทในปี 2562

ระดับหนี้สินเพิ่มสูงขึ้นในช่วงขยายกำลังการผลิต

            บริษัทได้กู้ยืมเงินจำนวนมากเพื่อนำไปใช้ในการลงทุน นอกเหนือจากเงินกู้โครงการสำหรับโรงไฟฟ้าแต่ละแห่งแล้ว บริษัทยังมีเงินกู้ยืมระยะยาวเพื่อนำไปลงทุนในบริษัทย่อยที่ดำเนินโครงการต่างๆ ด้วย ทริสเรทติ้งคาดว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ระดับหนี้สินของบริษัทจะยังคงอยู่ในระดับสูงเนื่องจากความต้องการเงินทุนเพื่อลงทุนในโครงการใหม่ๆ ที่รอดำเนินการ

               ณ เดือนมิถุนายน 2563 หนี้สินทางการเงินที่ปรับปรุงแล้วของบริษัทอยู่ที่ 8.3 พันล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนที่ระดับ 65.6% ทริสเรทติ้งคาดการณ์ว่าบริษัทจะใช้จ่ายเงินจำนวน 9.3 พันล้านบาทสำหรับการขยายกำลังการผลิตในช่วงปี 2563-2566 ดังนั้น ทริสเรทติ้งจึงคาดว่าบริษัทจะมีหนี้สินทางการเงินที่ปรับปรุงแล้วเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 1.4 หมื่นล้านบาทในปี 2565 อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นถึงระดับ 68%-72%

ทั้งหมดนี้ เป็นไปตามสมมติฐานของทริสเรทติ้งที่ว่าบริษัทจะได้รับเงื่อนไขการชำระค่าก่อสร้างจากผู้รับเหมาสำหรับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งในประเทศเวียดนาม โดยบริษัทจะจ่ายค่าก่อสร้างส่วนใหญ่หลังจากที่โครงการเปิดดำเนินการได้แล้ว ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งประมาณการอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินของบริษัทว่าจะอยู่ที่ระดับ 9.6%-10.3% ในช่วงปี 2563-2566

สภาพคล่องมีเพียงพอ

               โครงการโรงไฟฟ้าของบริษัทส่วนใหญ่อยู่ภายใต้สัญญาเงินกู้โครงการระยะยาว นอกจากนี้ บริษัทยังมีวงเงินกู้ยืมทั้งระยะสั้นและระยะยาวกับธนาคารเพื่อใช้ในการสนับสนุนบริษัทย่อยในกลุ่มอีกด้วย ในการนี้ ทั้งบริษัทและบริษัทย่อยสามารถปฏิบัติได้ตามเงื่อนไขทางการเงินที่เกี่ยวข้องเหล่านี้

               ทริสเรทติ้ง ประเมินว่าบริษัทมีสภาพคล่องที่เพียงพอ โดย ณ เดือนมิถุนายน 2563 บริษัทมีหนี้สินทั้งระยะสั้นและระยะยาวที่จะถึงกำหนดชำระคืนภายใน 12 เดือนข้างหน้าจำนวนรวมทั้งสิ้น 1.2 พันล้านบาทในขณะเดียวกันบริษัทก็มีเงินสดในมือจำนวน 1.2 พันล้านบาท และทริสเรทติ้งก็คาดว่าบริษัทจะมีเงินทุนจากการดำเนินงานอยู่ที่ประมาณ 900 ล้านบาท

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

- โรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2564

- กำลังการผลิตรวมจะถึงระดับ 295 เมกะวัตต์ในปี 2565

- ในปี 2563-2566 โรงไฟฟ้าของบริษัทจะผลิตไฟฟ้าได้รวม 219-419 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี

- รายได้จะอยู่ที่ระดับ 1.6-2.7 พันล้านบาทต่อปี

- อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายจะอยู่ที่ระดับ 76%-79%

- ค่าใช้จ่ายลงทุนและเงินลงทุนรวมจะอยู่ที่ 9.3 พันล้านบาทในช่วงปี 2563-2566

- บริษัทจะได้รับเงื่อนไขการชำระค่าก่อสร้างจากผู้รับเหมาในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลมดังที่กล่าวข้างต้น

แนวโน้มอันดับเครดิต

               แนวโน้มอันดับเครดิต 'Stable' หรือ 'คงที่' สะท้อนถึงความคาดหวังของทริสเรทติ้ง ว่าโรงไฟฟ้าของบริษัทจะมีผลการดำเนินงานที่ดีและสร้างกระแสเงินสดได้ตามที่ประมาณการไว้ และโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนานั้นจะไม่มีความล่าช้าในการก่อสร้างหรือไม่มีต้นทุนในการก่อสร้างที่สูงเกินกว่าคาด ในขณะที่ระดับของหนี้สินจะยังอยู่ใกล้เคียงกับที่ประมาณการไว้

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

               อันดับเครดิตอาจปรับเพิ่มขึ้นหากโรงไฟฟ้าของบริษัทสามารถสร้างกระแสเงินสดได้มากกว่าที่ประมาณการไว้หรือโครงสร้างทางการเงินของบริษัทแข็งแกร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในทางกลับกัน อันดับเครดิตอาจปรับลดลงหากสถานะทางการเงินของบริษัทถดถอยลงเป็นอย่างมากจากการก่อหนี้จำนวนมากเพื่อการลงทุน หรือผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าต่ำจากที่ประมาณการไว้อย่างมากจนส่งผลทำให้กระแสเงินสดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง

- วิธีการจัดอันดับเครดิตธุรกิจทั่วไป, 26 กรกฎาคม 2562

- อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญและการปรับปรุงตัวเลขทางการเงิน, 5 กันยายน 2561

บริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

อันดับเครดิตองค์กร: BBB

แนวโน้มอันดับเครดิต: Stable

บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด/ www.trisrating.com

ติดต่อ santaya@trisrating.com โทร. 0-2098-3000 อาคารสีลมคอมเพล็กซ์ ชั้น 24 191 ถ. สีลม กรุงเทพฯ 10500

       บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2563 ห้ามมิให้บุคคลใด ใช้ เปิดเผย ทำสำเนาเผยแพร่ แจกจ่าย หรือเก็บไว้เพื่อใช้ในภายหลังเพื่อประโยชน์ใดๆ ซึ่งรายงานหรือข้อมูลการจัดอันดับเครดิต ไม่ว่าทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน และไม่ว่าในรูปแบบ หรือลักษณะใดๆ หรือด้วยวิธีการใดๆ โดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ก่อน การจัดอันดับเครดิตนี้มิใช่คำแถลงข้อเท็จจริง หรือคำเสนอแนะให้ซื้อ ขาย หรือถือตราสารหนี้ใดๆ แต่เป็นเพียงความเห็นเกี่ยวกับความเสี่ยงหรือความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้นั้นๆ หรือของบริษัทนั้นๆ โดยเฉพาะ ความเห็นที่ระบุในการจัดอันดับเครดิตนี้มิได้เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุน หรือคำแนะนำในลักษณะอื่นใด การจัดอันดับและข้อมูลที่ปรากฏในรายงานใดๆ ที่จัดทำ หรือพิมพ์เผยแพร่โดย บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้จัดทำขึ้นโดยมิได้คำนึงถึงความต้องการด้านการเงิน พฤติการณ์ ความรู้ และวัตถุประสงค์ของผู้รับข้อมูลรายใดรายหนึ่ง ดังนั้น ผู้รับข้อมูลควรประเมินความเหมาะสมของข้อมูลดังกล่าวก่อนตัดสินใจลงทุน บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้รับข้อมูลที่ใช้สำหรับการจัดอันดับเครดิตนี้จากบริษัทและแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่เชื่อว่าเชื่อถือได้

         ดังนั้น บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด จึงไม่รับประกันความถูกต้อง ความเพียงพอ หรือความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูลใดๆ ดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสีย หรือความเสียหายใดๆ อันเกิดจากความไม่ถูกต้อง ความไม่เพียงพอ หรือความไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นั้น และจะไม่รับผิดชอบต่อข้อผิดพลาด หรือการละเว้นผลที่ได้รับหรือการกระทำใดๆโดยอาศัยข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้ รายละเอียดของวิธีการจัดอันดับเครดิตของ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เผยแพร่อยู่บน Website: http://www.trisrating.com/th/rating-information-th2/rating-criteria.html

COREHOON

******************************************

line logotwitterLike1 Share3Like1 Share1กด Like - Share  เพจ Corehoon-Power Time เพื่อติดตามเคล็ดลับ ข่าวสาร เทรนด์ และบทวิเคราะห์ดีๆ อัพเดตทุกวัน คัดสรรมาเพื่อท่านนักลงทุนโดยเฉพาะ

 Click Donate Support Web

FBS728

EXNESS

SAM720x100px bgGC 790x90

SME720 x 100banpu 720x90 new1 1

ooKbee1

corehoon NEW2

 

 

ข่าวล่าสุด!!