หมวดหมู่: บริษัทจดทะเบียน

FITCH12 9ฟิทช์ จัดอันดับเครดิตภายในประเทศหุ้นกู้ บจ. เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ ที่ 'A-(tha)'

ฟิทช์ เรทติ้งส์ – กรุงเทพฯ – 17 กันยายน 2563: บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศจัดอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long-Term Rating) หุ้นกู้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิของบริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ จำกัด หรือ HMC (อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ ‘A-(tha)’ แนวโน้มเครดิตเป็นลบ) จำนวนไม่เกิน 5 พันล้านบาท ที่ระดับ ‘A-(tha)’  เงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ครั้งนี้จะนำไปใช้สำหรับชำระคืนเงินกู้และใช้สำหรับเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ  หุ้นกู้ดังกล่าวมีสถานะเท่าเทียมกับหนี้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิของ HMC และได้รับการจัดอันดับเครดิตในระดับเดียวกันกับอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของบริษัทฯ

 อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของ HMC ที่ 'A-(tha)' ได้มีการพิจารณารวมถึงการปรับเพิ่มอันดับเครดิตขึ้นหนึ่งอันดับจากสถานะเครดิตโดยลำพังของบริษัท (Standalone Credit Profile) ของบริษัทฯ ที่อยู่ที่ ‘bbb+(tha)’ ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระดับปานกลางระหว่างบริษัทฯ กับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC  (อันดับเครดิตที่ ‘AA+(tha)’ แนวโน้มเครดิตเป็นลบ; สถานะทางเครดิตโดยลำพังที่ ‘aa-(tha)’) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของ HMC โดยถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 41 ตามหลักเกณฑ์การพิจารณาอันดับเครดิตในเรื่อง Parent and Subsidiary Rating Linkage

 แนวโน้มเครดิตเป็นลบ สะท้อนถึงความเสี่ยงที่อัตราส่วนหนี้สินของบริษัทฯ อาจลดลงช้ากว่าที่คาดการณ์ หลังจากการลงทุนขนาดใหญ่ในช่วงปี 2563-2564 เนื่องจากอุปสงค์ที่อ่อนแอจากสถานะการณ์โคโรนาไวรัส ฟิทช์ คาดว่า อัตราส่วนหนี้สินของบริษัทฯ ที่วัดจากอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกระแสเงินสดจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงของเงินทุนหมุนเวียน (FFO Net Leverage) จะเพิ่มขึ้นสูงกว่า 4.5 เท่าในปี 2563-2564 เนื่องจากการลงทุนในการก่อสร้าง PP line 4 และกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่อ่อนแอ

 ฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินจะลดลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่า 3.5 เท่าภายในปี 2565 เนื่องจากกระแสเงินสดที่ปรับตัวดีขึ้น จากกำไรที่มากขึ้นซึ่งเป็นผลมาจากการขยายกำลังการผลิต และอุปสงค์และส่วนต่างของราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ปรับตัวดีขึ้น หลังจากสถานะการณ์โคโรนาไวรัส      อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนหนี้สินของ HMC อาจยังคงอยู่ในระดับสูงกว่า 3.5 เท่าอย่างต่อเนื่อง หากอุปสงค์และส่วนต่างของราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมียังคงอยู่ในระดับต่ำ จากสภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอหลังปี 2564 ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 ใกล้เคียงกับที่ฟิทช์ประมาณการไว้ โดยบริษัทฯ มีกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจาหน่าย (EBITDA) ลดลงเป็น 972 ล้านบาท จาก 2.3 พันล้านบาทในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562 เนื่องจากผลกระทบการสถานะการณ์โคโรนาไวรัส

ปัจจัยที่มีผลต่ออันดับเครดิต

               ผู้นำในธุรกิจ PP ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: HMC เป็นผู้ผลิตเม็ดพลาสติกโพลีโพรพิลีน (PP) รายแรกและรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย  โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ประมาณร้อยละ 33 ในปี 2562 บริษัทฯ ยังเป็นหนึ่งในผู้นำในธุรกิจ PP ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยกำลังการผลิต PP ของบริษัทฯ จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.1 ล้านตันต่อปีในปี 2565 หลังจาก PP line 4 แล้วเสร็จ ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ เป็นผู้ผลิต PP รายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้   นอกจากนี้ สถานะทางการตลาดของบริษัทฯ ยังได้รับปัจจัยเสริมจากการที่บริษัทฯ มุ่งเน้นในผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่างและมีลักษณะเฉพาะตัว รวมถึงการผลิตวัตถุดิบเองบางส่วน โดยบริษัทฯมีการผลิตโพรพิลีนจากโรงงาน  Propane Dehydrogenation (PDH)

               มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม:  HMC มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่างและมีลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งมีการแข่งขันที่น้อยกว่าและมีอัตราส่วนกำไรที่สูงกว่า   โดยบริษัทฯ มีสัดส่วนการขายผลิตภัณฑ์เหล่านี้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณร้อยละ 46 ของยอดขายในปี 2562 จากประมาณร้อยละ 35 ในปี2558  และมีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ดังกล่าวให้มากกว่าร้อยละ 60 เมื่อ PP line 4 เริ่มดำเนินการผลิตเต็มที่ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะมีราคาสูงกว่าผลิตภัณฑ์ที่เป็น Commodity grade โดยเฉลี่ยประมาณ ร้อยละ5 ซึ่งทำให้บริษัทฯ มีอัตราส่วนกำไรสูงกว่าคู่แข่ง

HMC ขายผลิตภัณฑ์ในสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 75 ให้กับธุรกิจบรรจุภัณฑ์ (ประมาณร้อยละ 40 เป็นบรรจุภัณฑ์ที่มีความยืดหยุ่น และร้อยละ 35 เป็นบรรจุภัณฑ์แบบคงรูป) แต่บริษัทฯ มุ่งเน้นในการขายผลิตภัณฑ์ในธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่ต้องการคุณสมบัติที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น แผ่นฟิล์มที่ทนความร้อน กันอากาศ หรือที่ปิดผนึกได้ดี หรือบรรจุภัณฑ์ที่ทนแรงกระแทกได้สูง เป็นต้น นอกจากนี้ ยอดขายผลิตภัณฑ์ให้กับธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพและสุขอนามัย รวมถึง ภาคอุตสาหกรรม ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา (คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 15.1 ของยอดขายในปี 2562)

ผู้นำในด้านเทคโนโลยีและการพัฒนาผลิตภัณฑ์: HMC ใช้เทคโนโลยีการผลิต PP ชั้นนำของโลกจาก LyondellBasell ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ  นอกจากนี้ PP line 4 จะใช้เทคโนโลยีการผลิต PP ที่ทันสมัยที่สุด ซึ่งจะเป็นเพียงหนึ่งในสองโรงงานในโลกที่ใช้เทคโนโลยีนี้ ที่จะสามารถใช้ C6 เพื่อเพิ่มคุณสมบัติของ PP และเพิ่มชนิดของผลิตภัณฑ์สำหรับการใช้งานใหม่ๆ  HMC เป็นผู้นำในการผลิต PP ที่ใช้ในการผลิตท่อและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ในประเทศไทย และเป็นผู้ผลิต PP รายแรกในกลุ่ม LyondellBasell ที่ทำแผ่นฟิล์มไดอีเลคตริค ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของบริษัทฯ จะขายภายใต้เครื่องหมายการค้าของ LyondellBasell ซึ่งเป็นที่ยอมรับทั่วโลก

 การผลิตวัตถุดิบบางส่วนและการใช้วัตถุดิบที่หลากหลาย: HMC มีการผลิตโพรพิลีนจากโรงงาน PDH ของตัวเอง โดยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 40 ของโพรพิลีนที่ต้องการใช้ โดยวัตถุดิบที่เหลือจะมาจากสัญญาการจัดหาวัตถุดิบระยะยาวกับ PTTGC บริษัท ระยองโอเลฟินส์ จำกัด (HMC ถือหุ้นอยู่ร้อยละ 14.3) และโรงกลั่นน้ำมันที่อยู่บริเวณใกล้เคียง นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีการนำเข้าโพรพิลีนในบางช่วงเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงในการจัดหาวัตถุดิบ โดยโพรพิลีนที่นำเข้าจะเพิ่มมากขึ้นเป็นประมาณร้อยละ 7 ของโพรพิลีนที่ต้องการใช้ เมื่อ PP line 4 แล้วเสร็จ   ประมาณครึ่งหนึ่งของโพรพิลีนที่บริษัทใช้ ผลิตมาจากก๊าซธรรมชาติ ซึ่งมีความได้เปรียบด้านต้นทุน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง แม้ว่าสัดส่วนดังกล่าวจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 40 หลังจาก PP line 4 แล้วเสร็จ  ส่วนที่เหลือของโพรพิลีนที่บริษัทใช้ ผลิตมาจากแนฟทา

สัญญาจัดหาวัตถุดิบช่วยลดความผันผวน: HMC มีสัญญาการจัดหาก๊าซโพรเพน (ซึ่งจัดหาได้จากภายในประเทศ) ระยะยาวกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ผู้หุ้นรายใหญ่ที่สุดของ PTTGC) ซึ่งราคาซื้อขายจะอ้างอิงกับราคา PP ซึ่งจะช่วยลดความผันผวนของส่วนต่างระหว่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบได้ และยังเป็นเพิ่มการรวมการผลิตได้ในระดับหนึ่ง 

อัตราส่วนหนี้สินเพิ่มขึ้น: ฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนหนี้สิน FFO Net Leverage ของบริษัทฯ จะเพิ่มขึ้นอย่างมากไปอยู่ที่ระดับ 4.5-5.5 เท่าในปี 2563-2564 จาก 2.5 เท่าในปี 2562 เนื่องจากบริษัทอยู่ระหว่างการก่อสร้าง PP line 4 ที่มีกำลังการผลิตที่ 250,000 ตันต่อปี ซึ่งมีมูลค่าการก่อสร้างประมาณ 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 9.4 พันล้านบาท  โดยใช้เงินลงทุนส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงปี 2563-2564 ฟิทช์ คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินของบริษัทฯ จะลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 3.2 เท่าในปี 2565 และ 2.5 เท่าในปี 2566 เมื่อ PP line 4 เริ่มผลิตเต็มที่

ความผันผวนของธุรกิจและความหลากหลายที่จำกัด: อันดับเครดิตของบริษัทถูกลดทอนจากความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่จำกัด และความผันผวนตามวัฏจักรของธุรกิจ กำไรและกระแสเงินสดจากการดำเนินงานของบริษัทฯ จะถูกกระทบอย่างมากจากความผันผวนของราคาและส่วนต่างของราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และอุปสงค์และอุปทานของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่เปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ HMC มีผลิตภัณฑ์ PP เพียงอย่างเดียว ซึ่งทำให้ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์น้อยกว่าผู้ผลิตปิโตรเคมีรายอื่นในประเทศ และบริษัทมีฐานการผลิตเพียงแห่งเดียว

ความเชื่อมโยงกับ PTTGC: ฟิทช์พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทฯ กับ PTTGC อยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งทำให้มีการปรับเพิ่มอันดับเครดิตขึ้นหนึ่งอันดับ     HMC เป็นผู้รับซื้อโพรพิลีนรายใหญ่ของ PTTGC ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเชื่อมโยงในการผลิตในธุรกิจสายโพรพิลีน  อีกทั้ง PTTGC ยังให้ HMC เป็นบริษัทหลักในธุรกิจ PP และมีข้อตกลงที่จะไม่แข่งขันกับ HMC ในธุรกิจนี้ ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์ในเชิงกลยุทธ์ของทั้งสองบริษัท              PTTGC และ LyondellBasell ส่งตัวแทนเป็นคณะกรรมการของ HMC ในสัดส่วนมากกว่ากึ่งหนึ่ง และมีการหมุนเวียนกันเป็นผู้บริหารระดับสูงของ HMC         

ฟิทช์ คิดว่า PTTGC มีแนวโน้มที่จะให้ความช่วยเหลือแก่ HMC มากกว่าสัดส่วนการถือหุ้นเมื่อต้องการ

 

การกำหนดอันดับเครดิตโดยสรุป

HMC มีสถานะทางธุรกิจอยู่ในระดับปานกลางเมื่อเทียบกับบริษัทในธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติขั้นปลาย และปิโตรเคมีในประเทศไทยที่ฟิทช์จัดอันดับเครดิต ในขณะที่สถานะทางการเงินที่ก็อยู่ในระดับปานกลาง

HMC มีขนาดธุรกิจที่เล็กกว่า และมีธุรกิจปิโตรเคมีขั้นต้นและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC (อันดับเครดิตที่ ‘A-(tha)’ แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ; สถานะทางเครดิตโดยลำพังที่ ‘bbb(tha)’)  อย่างไรก็ตาม HMC มีความเทคโนโลยีด้านการผลิต และผลิตภัณฑ์ที่ก้าวหน้ากว่า IRPC และมีอัตราส่วนกำไรต่อรายได้ที่สูงกว่า IRPC แม้ว่าจะไม่พิจารณารวมธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน เนื่องจาก HMC มุ่งเน้นในผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่างและมีลักษณะเฉพาะตัว  นอกจากนี้  HMC มีการใช้วัตถุดิบที่หลากหลายกว่า ทั้งจากก๊าซและแนฟทา  ฟิทช์มองว่าบริษัททั้งสองมีสถานะทางธุรกิจที่ใกล้เคียงกัน แต่ HMC มีสถานะทางการเงินที่ที่แข็งแกร่งกว่า ดังนั้น HMC จึงมีอันดับเครดิตโดยลำพังสูงกว่าอันดับเครดิตโดยลำพังของ IRPC อยู่หนึ่งอันดับ

ฟิทช์มองว่า HMC มีสถานะทางธุรกิจดีกว่าบริษัทในกลุ่มผู้ผลิตโพลิเมอร์และพลาสติกซึ่งได้แก่ บริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ PTL ซึ่งมีอันดับเครดิตที่ ‘A-(tha)’ แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ และ บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG ซึ่งมีอันดับเครดิตที่ ‘A-(tha)’ แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ อยู่เล็กน้อย  ฟิทช์เชื่อว่าการเป็นผู้นำในธุรกิจ PP ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช่วยลดทอนการที่บริษัทมีการกระจายตัวทางธุรกิจตามภูมิภาคที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับ PTL และความหลากหลายของธุรกิจของลูกค้าที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับ EPG   อย่างไรก็ตาม  HMC มีอัตราส่วนหนี้สินที่สูงกว่า ซึ่งทำให้อันดับเครดิตโดยลำพังของ HMC อยู่ต่ำกว่า PTL และ EPG

สมมติฐานที่สำคัญของฟิทช์ที่ใช้ในการประมาณการ:

-              รายได้ลดลงประมาณร้อยละ 24 ในปี 2563 เนื่องจากอุปสงค์ที่อ่อนแอจากสถานะการณ์โคโรนาไวรัส และราคา PP ที่ลดลงจากราคาน้ำมันที่ลดลงอุปสงค์และราคา PP ค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งทำให้รายได้เพิ่มขึ้น

-              EBITDA margin ลดลงมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 10 ในปี 2563 เนื่องจากอุปสงค์และส่วนต่างของราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่อ่อนแอ

-              ส่วนต่างของราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นในปี 2564 ทำให้ EBITDA margin เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 12-13 ในปี 2564-2565

-              PP line 4 เริ่มผลิตในไตรมาสที่ 2 ปี 2565 เพิ่มกำลังการผลิตอีก 250,000 ตันต่อปี

-              เงินลงทุน 8.1 พันล้านบาทในปี 2563-2565 สำหรับ PP line 4 รวมกับเงินลงทุน 600 ล้านบาท ถึง 1.4 พันล้านบาทต่อปี ในปี 2563-2565 สำหรับการซ่อมบำรุงและการปรับปรุงคุณภาพการผลิต

ปัจจัยที่อาจมีผลกับอันดับเครดิตในอนาคต

ปัจจัยบวก:

-              แนวโน้มเครดิตอาจถูกปรับเป็นมีเสถียรภาพ หากอัตราส่วน FFO Net Leverage ลดลงไปอยู่ในระดับต่ำกว่า 3.5 เท่าภายในปี 2565

-              ระดับความสัมพันธ์ระหว่างบริษัท กับ PTTGC ที่เพิ่มสูงขึ้น

ปัจจัยลบ:

-              กระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ลดลง ความล่าช้าในการเริ่มการผลิตของ PP line 4 หรือการลงทุนที่เพิ่มขึ้นและการจ่ายปันผลที่สูงเพิ่มขึ้น  ซึ่งส่งผลให้ อัตราส่วน FFO Net Leverage ยังคงสูงกว่า 3.5 เท่าในปี 2565

-              EBITDA margin ลดลงต่ำกว่าร้อยละ 10 อย่างต่อเนื่อง

-              ระดับความสัมพันธ์ระหว่างบริษัท กับ PTTGC ที่ลดน้อยลง

สภาพคล่อง

               สภาพคล่องอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้: HMC มีหนี้สินอยู่ 6.9 พันล้านบาท ณ สิ้นปี 2562 ซึ่งประกอบด้วยเงินกู้ยืมระยะสั้นจำนวน 1.5 พันล้านบาท และเงินกู้ยืมระยะยาวกับสถาบันการเงิน ซึ่งมีส่วนที่ครบกำหนดชำระภายใน 12 เดือนจำนวน 1.3 พันล้านบาท  ฟิทช์มองว่าสภาพคล่องของบริษัทฯอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ โดยบริษัทฯมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 1.3 พันล้านบาท และวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนที่ไม่สามารถยกเลิกได้จากสถาบันการเงินที่ยังไม่ได้เบิกใช้จำนวน 3 พันล้านบาท HMC จะมีกระแสเงินสดสุทธิเป็นลบในปี 2563-2564 เนื่องจากการลงทุนขนาดใหญ่ใน PP line 4   อย่างไรก็ตาม HMC มีการจัดหาเงินกู้จำนวนหนึ่งหมื่นล้านบาทเพื่อรองรับการลงทุนนี้ไว้แล้ว ซึ่งจะเริ่มเบิกกู้วงเงินดังกล่าวในปี 2563

 

Fitch Rates HMC Polymers' Proposed Debentures 'A-(tha)'

        Fitch Ratings - Bangkok - 17 Sep 2020: Fitch Ratings (Thailand) has assigned HMC Polymers Company Limited's (HMC, A-(tha)/Negative) proposed senior unsecured debentures of up to THB5 billion a National Long-Term Rating of 'A-(tha)'. The proceeds of the debentures will be used to refinance its existing bank loans and for working capital. The proposed debentures constitute direct, unsecured, unconditional and unsubordinated obligations of the company and are rated at the same level as HMC's National Long-Term Rating.

       HMC's 'A-(tha)' rating incorporates a one-notch uplift from its 'bbb+(tha)' Standalone Credit Profile (SCP), as Fitch has assessed that HMC has moderate linkages with PTT Global Chemical Public Company Limited (PTTGC; AA+(tha)/Negative, SCP: aa-(tha)), its largest shareholder with a 41% stake, in line with our Parent and Subsidiary Linkage Rating Criteria.

       The Negative Outlook reflects potential risks to the polypropylene (PP) manufacturer's deleveraging after a large investment in 2020-2021 amid weak demand due to the disruptions caused by the coronavirus. Fitch expects HMC's financial leverage, measured by FFO net leverage, to increase to above 4.5x in 2020-2021 due to its large committed investment in its new PP production line 4 and weak operating cash flows.

        We expect leverage to fall below 3.5x by 2022, supported by an improvement in cash flows due to earnings from new capacity in addition to a general improvement in demand, margins and product spreads after the pandemic. However, HMC's financial leverage could be sustained above 3.5x if demand or margins remain weak on account of a protracted deterioration in the economic environment beyond 2021. HMC's 1H20 performance has largely been in line with Fitch's expectations as the company's EBITDA fell to THB972 million from THB2.3 billion in 1H19 on account of the pandemic.

 

KEY RATING DRIVERS

        Leading South-East Asian PP Producer: HMC is the largest PP producer in Thailand, with a market share of about 33% in 2019. The company is also one of the leading PP manufacturers in south-east Asia. HMC's capacity will increase to about 1.1 million tonnes per annum by 2022, making it the largest PP producer in the region after the PP line 4 is completed. Its market position is also enhanced by its focus on differentiated and specialty products, and partial upstream integration into a propane dehydrogenation plant (PDH).

        Focus on High-Value-Added Products: HMC focuses on differentiated and specialty products, which have lower competition and higher margins. The proportion of sales of these products increased to around 46% in 2019, from about 35% in 2015. The company plans to raise the contribution to more than 60% of sales after its PP line 4 is fully operational. These products, according to the company, provide a premium of about 5% over its commodity PP product price, which supports its higher profitability than its competitors.

        More than 75% of HMC's products are sold to packaging businesses - about 40% for flexible and 35% for rigid packaging - although the company targets more sophisticated packaging applications such as film functional layers or high-impact-resistant packaging. In addition, sales to the healthcare and hygiene, and industrial sectors have increased gradually in the past four years (2019: 15.1% of sales).

       Leading Technology, Product Innovation: HMC uses leading PP technology from LyondellBasell, a key shareholder, in its production. It will use the latest PP technology for its PP line 4 - one of only two plants in the world that can use C6 monomer to enhance PP properties - and expand its product portfolio for new applications. HMC is the leader in pipe grade and medical grade PP in Thailand, and is the first PP producer in the LyondellBasell group to make dielectric film using modern technology. All of HMC's products use LyondellBasell's global brand names.

       Partial Integration; Diversified Feedstock: HMC has partially moved towards upstream production via its PDH plant, supplying feedstock for about 40% of its PP production. The remaining propylene feedstock is secured under long-term contracts with PTTGC, Rayong Olefins Company Limited (in which HMC holds a 14.3% stake) and a local refinery. HMC has from time to time imported propylene to manage supply risk.

        Imported propylene will increase to about 7% of its requirements once its PP line 4 is fully operational. About half of its propylene feedstock is gas-based, which has a cost advantage in a high oil-price environment, although this will drop to about 40% after PP line 4's completion. The remaining propylene feedstock is naphtha-based.

       Feedstock Pricing Reduces Volatility: HMC procures propane, which is available domestically, from PTT Public Company Limited (BBB+/Stable), PTTGC's parent, under a gas-supply agreement based on a net-back pricing scheme linking gas feedstock prices with PP prices. This reduces margin volatility when market conditions fluctuate and provides a degree of production integration.

       Leverage to Increase: Fitch expects HMC's FFO net leverage to increase substantially to about 4.5x-5.5x in 2020-2021, from 2.5x in 2019, due to the construction of the new PP line with production capacity of 250,000 tonnes per annum. The project will cost about USD300 million, or THB9.4 billion, which will be spent mostly in 2020-2021. Fitch expects HMC's financial leverage to decrease to about 3.2x in 2022 and 2.5x in 2023, when the PP line 4 is fully operational.

        Cyclicality and Limited Diversification: HMC's credit profile is tempered by its limited product diversification and the inherent cyclicality of the industry. The company's earnings and cash flow are affected significantly by volatile petrochemical prices and margins, and demand-supply dynamics. HMC produces only PP products, making it less diversified than its domestic chemical peers. The company also has only one production site.

        Linkage with PTTGC: We assess linkages between HMC and PTTGC to be moderate. HMC is a propylene off-taker of PTTGC, which considers HMC as its key vehicle in the PP business. HMC has a non-compete arrangement with PTTGC for petrochemical products, reflecting their strategic linkages. PTTGC and LyondellBasell appoint the majority of HMC's directors and some key management personnel. Fitch believes PTTGC is likely to provide extraordinary support to HMC, if needed, without any constraints.

 

DERIVATION SUMMARY

       HMC's business profile is moderate relative to that of Thai downstream oil and gas, and chemical peers, while its financial profile is also moderate during the normal run of business.

        HMC has smaller operating scale as well as lower upstream integration and product diversification than IRPC Public Company Limited (A-(tha)/Stable, SCP: bbb(tha)). However, HMC is more advanced in product and technology, and generates higher margins than IRPC, even excluding the refinery business, as HMC focuses on differentiated and specialty products. HMC has more diversified feedstock, which is based on gas and naphtha. We believe their business profiles are comparable but HMC has stronger credit metrics. Hence, HMC's SCP is one notch higher than that of IRPC.

       HMC's business profile is slightly stronger than that of other companies in the polymer and plastic-product business including Polyplex (Thailand) Public Company Limited (PTL, A-(tha)/Stable) and Eastern Polymer Group Public Company Limited (EPG, A-(tha)/Stable). We believe HMC's leading market position in south-east Asia offsets its lower geographical diversification compared with PTL and its lower end-user segments compared with EPG. Nevertheless, HMC's financial leverage leads to a lower SCP than the ratings of PTL and EPG.

 

KEY ASSUMPTIONS

       Fitch's Key Assumptions Within Our Rating Case for the Issuer

- Revenue to decline by around 24% in 2020 as a result of lower demand due to the coronavirus pandemic and weaker PP prices following a drop in crude prices. Demand and PP prices to improve gradually, starting 2021, supporting revenue growth.

- EBITDA margin to drop to around 10% in 2020 due to weak demand and low product-to-feed margin.

- Product-to-feed margin to improve gradually from 2021, helping the EBITDA margin to widen to around 12%-13% in 2021-2022.

- New PP plant to start operating in 2Q22, adding capacity of 250,000 tonnes per annum.

- Capex of THB8.1 billion in 2020-2022 for PP line 4 plus other capex of THB0.6 billion-1.4 billion a year in 2020-2022 for maintenance and efficiency improvements.

 

RATING SENSITIVITIES

       Factors that could, individually or collectively, lead to positive rating action/upgrade:

- The Outlook could be revised to Stable if FFO net leverage decreases to below 3.5x by 2022

- Evidence of stronger ties with PTTGC

        Factors that could, individually or collectively, lead to negative rating action/downgrade:

- Deterioration in operating performance, delays in the start-up of the PP line 4 project or additional capex and high dividend payouts, which result in a failure to reduce FFO net leverage below 3.5x by end-2022

- Deterioration of EBITDA margin to below 10% on a sustained basis

- Weakened ties with PTTGC

 

LIQUIDITY AND DEBT STRUCTURE

        Manageable Liquidity: HMC had outstanding debt of THB6.9 billion at end-December 2019. Debt consisted of a short-term loan of THB1.5 billion and long-term bank loans with a current portion of THB1.3 billion due to mature within 12 months. Liquidity is manageable, supported by cash on hand of THB1.3 billion and a committed revolving credit facility of THB3.0 billion. HMC will generate substantial negative free cash flow in 2020-2021 as a result of the large capex for its PP line 4. However, HMC has already secured THB10 billion in bank loans to fund the investment and started drawing these down in 1H20.

       REFERENCES FOR SUBSTANTIALLY MATERIAL SOURCE CITED AS KEY DRIVER OF RATING

       The principal sources of information used in the analysis are described in the Applicable Criteria.

               Additional information is available on www.fitchratings.com

 

FITCH RATINGS ANALYSTS

Lertchai Kochareonrattanakul

Senior Director

Primary Rating Analyst

+66 2 108 0158

Fitch Ratings (Thailand) Limited

Park Ventures, Level 17 57 Wireless Road, Lumpini Bangkok 10330

Obboon Thirachit

Director

Secondary Rating Analyst

+66 2 108 0159

Muralidharan Ramakrishnan

Senior Director

Committee Chairperson

+65 6796 7236

APPLICABLE CRITERIA

COREHOON

******************************************

line logotwitterLike1 Share3Like1 Share1กด Like - Share  เพจ Corehoon-Power Time เพื่อติดตามเคล็ดลับ ข่าวสาร เทรนด์ และบทวิเคราะห์ดีๆ อัพเดตทุกวัน คัดสรรมาเพื่อท่านนักลงทุนโดยเฉพาะ

 Click Donate Support Web

FBS728

EXNESS

SAM720x100px bgGC 790x90

SME720 x 100banpu 720x90 new1 1

ooKbee1

corehoon NEW2

 

 

ข่าวล่าสุด!!