หมวดหมู่: บริษัทจดทะเบียน

TRIS6ทริสเรทติ้ง คงอันดับเครดิตองค์กร 'บ.เจเอ็มที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส' ที่ 'BBB' แนวโน้ม 'Stable'

     ทริสเรทติ้ง คงอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท เจเอ็มที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ 'BBB'ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต Stable’ หรือ’คงที่’ โดยอันดับดับเครดิตองค์กรของบริษัทมีความเชื่อมโยงกับอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท เจมาร์ท จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้ ในฐานะเป็นบริษัทลูกที่เป็นธุรกิจหลักสำคัญของบริษัทเจมาร์ท บริษัทเป็นผู้สร้างกำไรในสัดส่วนสูงสุดในหมู่บริษัทในกลุ่มเจมาร์ท ในขณะเดียวกัน ผู้บริหารและคณะกรรมการของบริษัทและของบริษัทเจมาร์ทก็มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดอีกด้วย

        อันดับเครดิตองค์กรของบริษัทยังสะท้อนถึงการเติบโตที่สม่ำเสมอของรายได้และสถานะทางการตลาด ตลอดจนความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่งของบริษัทซึ่งเกิดจากความเชี่ยวชาญในการบริหารและติดตามหนี้ อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตก็มีข้อจำกัดจากการที่ลูกหนี้ของบริษัทเป็นกลุ่มสินเชื่อที่ด้อยคุณภาพซึ่งมีความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 มีโอกาสที่จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ดังกล่าวซึ่งปกติอยู่ในระดับต่ำได้ เมื่อเร็ว ๆ นี้บริษัทได้เริ่มขยายสู่ธุรกิจใหม่คือธุรกิจประกันวินาศภัย (Non-life Insurance) ซึ่งความสำเร็จในธุรกิจดังกล่าวยังต้องใช้เวลาพิสูจน์ผลต่อไป

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

เป็นบริษัทลูกที่เป็นธุรกิจหลักของกลุ่มเจมาร์ท

     ทริสเรทติ้ง พิจารณาเห็นว่าบริษัทเป็นธุรกิจหลักที่สำคัญของกลุ่มเจมาร์ทเนื่องจากบริษัทมีสถานะเป็นบริษัทลูกในด้านการติดตามหนี้ซึ่งเป็นบทบาทที่สำคัญต่อธุรกิจการเงินภายในกลุ่มเจมาร์ทซึ่งช่วยสนับสนุนนโยบายการกระจายธุรกิจของกลุ่มอีกด้วย บริษัทเป็นผู้ประกอบการชั้นแนวหน้าในประเทศไทยที่ลงทุนและบริหารสินเชื่อด้อยคุณภาพที่ไม่มีหลักประกันซึ่งซื้อมาจากสถาบันการเงิน บริษัทยังเป็นผู้ให้บริการรายสำคัญในการจัดเก็บหนี้ให้แก่บริษัทต่าง ๆ และสถาบันการเงินอีกหลากหลายแห่งด้วย ทั้งนี้ บริษัทมีการขยายบริการและฐานลูกค้าโดยใช้ฐานข้อมูลลูกค้าของกลุ่มเจมาร์ท โดยในปี 2562 กำไรสุทธิของบริษัทคิดเป็นสัดส่วน 81% ของงบการเงินรวมของกลุ่มเจมาร์ท

เศรษฐกิจที่อ่อนแอจะช่วยสนับสนุนการซื้อสินเชื่อด้อยคุณภาพและรายได้ของบริษัท

     บริษัทมีแผนการจะซื้อสินเชื่อด้อยคุณภาพเพิ่มอีกโดยใช้งบประมาณมากกว่า 4 พันล้านบาทต่อปีในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า ทริสเรทติ้งเชื่อว่าการอ่อนตัวลงของเศรษฐกิจในระยะใกล้จะทำให้ปริมาณสินเชื่อด้อยคุณภาพเพิ่มสูงขึ้นในตลาดเนื่องจากสถาบันการเงินหลายแห่งมีแนวโน้มที่จะนำสินเชื่อเหล่านี้ออกมาเร่งขายเพื่อเป็นการบริหารจัดการสินเชื่อด้อยคุณภาพ ในปี 2562 บริษัทซื้อหนี้เข้ามาบริหารคิดเป็นมูลค่า 2.9 หมื่นล้านบาทโดยใช้เงินลงทุนไปจำนวน 3.32 พันล้านบาท (โดยมีส่วนลด 88.5%) และในช่วงไตรมาสแรกของปี 2563 บริษัทยังได้ซื้อหนี้อีกจำนวนหนึ่งที่มูลค่า 5.81 พันล้านบาทโดยใช้เงินลงทุนไป 657 ล้านบาท (มีส่วนลด 88.7%) บริษัทมีรายได้จากการจัดเก็บหนี้จากหนี้ที่รับซื้อมาบริหารคิดเป็นมูลค่าจำนวน 1.89 พันล้านบาทในปี 2562 ซึ่งปรับเพิ่มขึ้น 29% จากปี 2561 โดยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2563 รายได้ในส่วนนี้เพิ่มขึ้น 25% เป็น 525 ล้านบาท

ความเชี่ยวชาญในการติดตามหนี้ช่วยสนับสนุนการเติบโตและเสริมประสิทธิภาพในการดำเนินงานของบริษัท

        ในมุมมองของทริสเรทติ้งเห็นว่าบริษัทจะมีรายได้จากค่าบริการติดตามเร่งรัดหนี้สินที่เพิ่มขึ้นในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า บริษัทคงสถานะผู้นำในการให้บริการติดตามเร่งรัดหนี้สินมาโดยตลอดซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากการมีฐานข้อมูลการติดตามหนี้มามากกว่า 20 ปีอันมีส่วนทำให้บริษัทเติบโตและมีการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ บริษัทยังสามารถรักษาลูกหนี้ที่ได้รับมอบหมายให้ติดตามจากผู้ว่าจ้างโดยมีภาระหนี้คงค้างที่ได้รับมอบหมายให้ติดตามที่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาทในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาอีกด้วย

       กลุ่มลูกค้าหลักที่บริษัทได้รับการว่าจ้างให้บริหารหนี้และติดตามเร่งรัดหนี้สินประกอบด้วยสถาบันการเงิน ผู้ให้บริการระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ธุรกิจสินเชื่อเพื่อผู้บริโภค (Consumer Lending) และอื่น ๆ ทั้งนี้ ณ สิ้นปี 2562 สัดส่วนลูกหนี้ที่บริษัทรับผิดชอบประกอบด้วยธุรกิจในกลุ่มสินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan) ในสัดส่วน 13% กลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ (Auto Hire-purchase) 50% กลุ่มสินเชื่อบ้าน (Home Loan) 7% กลุ่มบัตรเครดิต (Credit Card) 18% และหนี้สินเชื่ออื่น ๆ อีก 12%

        รายได้จากค่าบริการติดตามเร่งรัดหนี้สินของบริษัทมีสัดส่วนคิดเป็นประมาณ 15% ของรายได้รวมในปี 2562 โดยเพิ่มขึ้น 26% จากปีก่อนหน้าเป็น 364 ล้านบาท ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2563 รายได้จากค่าบริการติดตามเร่งรัดหนี้สินอยู่ที่ 97 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม อัตราค่าบริการและความสำเร็จในการจัดเก็บหนี้ลดลงเหลือ 4.8% ในปี 2562 จาก 9.3% ในปี 2561 อันเป็นผลเนื่องมาจากอายุของหนี้ที่ตามเก็บนั้นยาวนานกว่าภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนตัวลง ในไตรมาสแรกของปี 2563 อัตราค่าบริการและความสำเร็จเพิ่มกลับมาอยู่ที่ระดับ 10.1% อัตราค่าบริการจัดเก็บหนี้ก็ปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 10.3% ในปี 2562 จาก 10.4% ในปี 2561

ปีแห่งความท้าทายต่อผลการดำเนินงานของบริษัท

        การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยที่อ่อนตัวอยู่แล้วให้แย่ลง สภาพที่อ่อนแอของภาวะเศรษฐกิจจะสร้างความท้าทายต่อผลการดำเนินงานของบริษัทในระยะเวลา 2-3 ปีข้างหน้า ความสามารถในการบริหารกระแสเงินสดจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อผลการดำเนินงานและความสามารถในการลงทุนของบริษัทในการซื้อหนี้เข้ามาบริหารเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการเติบโตในอนาคต อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่เกิดจากโควิด-19 ในขณะนี้ยังอยู่ในระดับที่รับมือได้โดยผลการจัดเก็บหนี้ของบริษัทลดลงประมาณ 10% ซึ่งสำหรับบริษัทแล้ว ผลกระทบดังกล่าวยังถือว่าน้อยกว่าช่วงวิกฤติอุทกภัยครั้งใหญ่ในประเทศไทยในปี 2554

       ทริสเรทติ้ง ประมาณการว่ากำไรของบริษัทจะเพิ่มขึ้นประมาณกว่า 10% ในระยะ 3 ปีข้างหน้า การลงทุนซื้อหนี้เข้ามาบริหารอย่างต่อเนื่องจะช่วยส่งเสริมรายได้ของบริษัทให้สูงขึ้น ในปี 2562 บริษัทมีรายได้จากการจัดเก็บหนี้จากหนี้ที่รับซื้อมาบริหารคิดเป็น 76% ของรายได้รวม มีรายได้จากค่าบริการติดตามเร่งรัดหนี้สิน 15% และมีรายได้จากธุรกิจประกันภัย 9%

ภาระหนี้เพิ่มขึ้น

       การขยายการลงทุนซื้อหนี้เข้ามาบริหารที่เพิ่มขึ้นอย่างมากทำให้ภาระหนี้ของบริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อพิจารณาภายใต้สมมุติฐานที่เงินลงทุนนั้นมาจากการกู้ยืม ในปี 2562 อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 1.7 เท่าจาก 1.1 เท่าในปี 2561 ทั้งนี้ ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าบริษัทมีแผนจะลงทุนซื้อหนี้เข้ามาบริหารประมาณ 4-5 พันล้านบาทต่อปี ซึ่งจะทำให้ภาระหนี้ของบริษัทปรับตัวสูงขึ้นจากระดับปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะรักษาอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนให้ต่ำกว่า 3 เท่าตามข้อกำหนดสิทธิหุ้นกู้ของบริษัทได้ ในขณะเดียวกัน อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายก็เพิ่มขึ้นเป็น 2.3 เท่าในปี 2562 จาก 1.7 เท่าในปี 2561 ในการนี้ หากความสามารถในการจัดเก็บหนี้ของบริษัทลดลงก็อาจจะทำให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายของบริษัทเพิ่มสูงมากยิ่งขึ้นซึ่งอาจส่งผลในแง่ลบต่ออันดับเครดิตของบริษัทได้

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

ทริสเรทติ้งมีสมมติฐานสำหรับการดำเนินงานของบริษัทในระยะ 3 ปีข้างหน้าดังต่อไปนี้

  • • ลูกหนี้คงค้างที่บริษัทได้รับมอบหมายให้ติดตามจากผู้ว่าจ้างจะมีมูลค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3 หมื่นล้านบาทต่อปี
  • • เงินลงทุนในหนี้ที่บริษัทซื้อเข้ามาบริหารจะคิดเป็นมูลค่าประมาณ 4.5-5 พันล้านบาทต่อปี
  • • อัตรากำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้ของบริษัทจะอยู่ในช่วง 45%-50%

แนวโน้มอันดับเครดิต

       แนวโน้มอันดับเครดิต 'Stable' หรือ 'คงที่'สะท้อนการคาดการณ์ของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะยังคงมีสถานะเป็นธุรกิจหลักของกลุ่มเจมาร์ทและยังคงมีบทบาทสำคัญในการติดตามและจัดเก็บหนี้ที่สอดคล้องกับนโยบายโดยรวมของกลุ่มอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังคาดว่าบริษัทจะสามารถรักษาสถานะทางการตลาดและยังคงสร้างผลการดำเนินงานที่น่าพอใจได้อย่างต่อเนื่องต่อไป อีกทั้งการซื้อหนี้ด้อยคุณภาพมาบริหารและการติดตามหนี้จะยังคงเติบโตในอัตราที่สม่ำเสมอโดยมีผลพิสูจน์ความสำเร็จจากการมีผลการดำเนินงานทั้งในด้านการดำเนินงานและการเงินที่อยู่ในระดับน่าพอใจ

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

       อันดับเครดิตและ/หรือแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัทอาจได้รับการปรับเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้หากสถานะเครดิตของบริษัทเจมาร์ทมีการเปลี่ยนแปลง หรือสถานะของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเจมาร์ทนั้นเปลี่ยนแปลงไป

เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง

- เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร, 17 กุมภาพันธ์ 2563

- วิธีการจัดอันดับเครดิตธุรกิจทั่วไป, 26 กรกฎาคม 2562

- อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญและการปรับปรุงตัวเลขทางการเงิน, 5 กันยายน 2561

- Group Rating Methodology, 10 กรกฎาคม 2558

บริษัท เจเอ็มที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) (JMT)

อันดับเครดิตองค์กร: BBB

แนวโน้มอันดับเครดิต: Stable

บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด/ www.trisrating.com

ติดต่อ santaya@trisrating.com โทร. 0-2098-3000 อาคารสีลมคอมเพล็กซ์ ชั้น 24 191 ถ. สีลม กรุงเทพฯ 10500

          บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2563 ห้ามมิให้บุคคลใด ใช้ เปิดเผย ทำสำเนาเผยแพร่ แจกจ่าย หรือเก็บไว้เพื่อใช้ในภายหลังเพื่อประโยชน์ใดๆ ซึ่งรายงานหรือข้อมูลการจัดอันดับเครดิต ไม่ว่าทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน และไม่ว่าในรูปแบบ หรือลักษณะใดๆ หรือด้วยวิธีการใดๆ โดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ก่อน การจัดอันดับเครดิตนี้มิใช่คำแถลงข้อเท็จจริง หรือคำเสนอแนะให้ซื้อ ขาย หรือถือตราสารหนี้ใดๆ แต่เป็นเพียงความเห็นเกี่ยวกับความเสี่ยงหรือความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้นั้นๆ หรือของบริษัทนั้นๆ โดยเฉพาะ ความเห็นที่ระบุในการจัดอันดับเครดิตนี้มิได้เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุน หรือคำแนะนำในลักษณะอื่นใด การจัดอันดับและข้อมูลที่ปรากฏในรายงานใดๆ ที่จัดทำ หรือพิมพ์เผยแพร่โดย บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้จัดทำขึ้นโดยมิได้คำนึงถึงความต้องการด้านการเงิน พฤติการณ์ ความรู้ และวัตถุประสงค์ของผู้รับข้อมูลรายใดรายหนึ่ง ดังนั้น ผู้รับข้อมูลควรประเมินความเหมาะสมของข้อมูลดังกล่าวก่อนตัดสินใจลงทุน บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้รับข้อมูลที่ใช้สำหรับการจัดอันดับเครดิตนี้จากบริษัทและแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่เชื่อว่าเชื่อถือได้

            ดังนั้น บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด จึงไม่รับประกันความถูกต้อง ความเพียงพอ หรือความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูลใดๆ ดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสีย หรือความเสียหายใดๆ อันเกิดจากความไม่ถูกต้อง ความไม่เพียงพอ หรือความไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นั้น และจะไม่รับผิดชอบต่อข้อผิดพลาด หรือการละเว้นผลที่ได้รับหรือการกระทำใดๆโดยอาศัยข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้ รายละเอียดของวิธีการจัดอันดับเครดิตของ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เผยแพร่อยู่บน Website: http://www.trisrating.com/th/rating-information-th2/rating-criteria.html

COREHOON

******************************************

line logotwitterLike1 Share3Like1 Share1กด Like - Share  เพจ Corehoon-Power Time เพื่อติดตามเคล็ดลับ ข่าวสาร เทรนด์ และบทวิเคราะห์ดีๆ อัพเดตทุกวัน คัดสรรมาเพื่อท่านนักลงทุนโดยเฉพาะ

 Click Donate Support Web

SAM720x100px bgGC 790x90

SME720 x 100banpu 720x90 new1 1

ooKbee1

corehoon NEW2

 

 

ข่าวล่าสุด!!