หมวดหมู่: บทวิเคราะห์
บล.เออีซี : บทวิเคราะห์ตลาดหุ้นรายวัน 1-6-2020บล.เออีซี2 420x280
Market Outlook
วันนี้คาด SET Index แกว่ง Sideway Down ในกรอบ 1,325-1,345 จุด โดยแม้ในประเทศได้ปัจจัยบวกหนุนการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์เฟส 3 แต่คาดถูกกลบด้วย Sentiment ลบ ตปท.สองเรื่องหลักทั้งการยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่ฮ่องกงจากสหรัฐฯ หลังจีนบังคับใช้กม.ควบคุมฮ่องกงกดดันต่อประเด็นสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนกลับมาปะทุอีกครั้ง และสถานการณ์ความวุ่นวายเหตุการณ์ประท้วงในสหรัฐฯ
Market Factor
•    (-) ความรุนแรงภายในประเทศสหรัฐฯเพิ่มมากขึ้น หลังมีการประท้วงเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้นายจอร์จ ฟลอยด์ ที่ถูกตำรวจจับกุมจนเสียชีวิต ทำให้สหรัฐฯต้องประกาศเคอร์ฟิวในหลายเมือง เช่น มินนีแอโปลิส ซีแอตเติล ลอสแอนเจลีส ฟิลาเดลเฟีย และแอตแลนต้า จากการประท้วงที่รุนแรง
•    (-) ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีนมากขึ้น หลังสหรัฐฯยกเลิกสถานะพิเศษฮ่องกงเพื่อตอบโต้จีนที่บังคับใช้กฏหมายความมั่นคงแห่งชาติในฮ่งกง แต่อย่างไรก็ดีสหรัฐฯไม่ได้กล่าวถึงมาตรการทางการค้าเฟส 1 ที่ได้เซ็นกับจีนไปแล้ว โดยเป็นการกดดันจีนทางอ้อม
•    (+) ผู้ว่าการรัฐฯนิวยอร์ก นายแอนดรูว์ คูโอโม จะเปิดเศรษฐกิจเฟสแรกวันที่ 8 มิ.ย.63 และอีก 5 เขตทางเหนือของรัฐฯนิวยอร์กจะเปิดเฟส 2 ของการผ่อนคลายมาตรการ Lockdown
•    (watch) จับตา Markit/Caixin PMI ของจีน หลังสำนักงานสถิติแห่งชาติของจีนประกาศ PMI เดือน พ.ค. ที่ระดับ 50.6 แม้ต่ำกว่าที่ตลาดคาดที่ระดับ 51 และต่ำกว่าเดือน เม.ย. ที่ระดับ 50.8 แต่ยังคงมากกว่า 50 บ่งชี้ถึงภาคการผลิตยังคงมีการขยายตัว 
•    (+) มาตรการผ่อนปรนระยะที่ 3 เริ่มบังคับใช้ โดยลดเวลาประกาศ "เคอร์ฟิว"ลงจากเดิม 23.00 -04.00 น. จะเริ่มมีผลบังคับใช้ เป็น 23.00-03.00 น.  การผ่อนปรนเดินทางข้ามเขตพื้นที่จังหวัด รวมถึงขยายระยะเวลาการเปิดห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ได้ถึง 21.00 น.(ฐานเศรษฐกิจ)
•     (+) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ลงมติผ่าน พ.ร.ก.3 ทั้งฉบับวงเงิน 1.9 ล้านล้าน เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา ฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจ ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่กลุ่มผู้ปะกอบการที่รับผลกระทบจากโควิด และการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน (ฐานเศรษฐกิจ)
•    (-) ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ PMI™ สําหรับภาคการผลิตในประเทศไทยเดือนพ.ค.63 มีค่าเท่ากับ 41.6 เพิ่มขึ้นจาก 36.8 ในเดือนเม.ย.63 โดยแม้อัตราการลดลงเริ่มชะลอตัวแต่ยังคงส่งสัญญาณผลการดําเนินงานของภาคส่วนปรับตัวลดลงในระดับสูงจากผลกระทบมาตรการควบคุมการแพร่กระจายเชื้อ COVID-19 รวมถึงผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวที่ส่งผลต่อความต้องการสินค้าที่ผลิตในไทย (IHS Markit)
•    รายงาน สธ.ประจำวันที่ 31 พ.ค. พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 4 ราย  ยอดสะสมผู้ติดเชื้ออยู่ที่ 3,081 ราย เสียชีวิตรวม 57 ราย
•    อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของไทยล่าสุดรุ่น 5 ปี อยู่ที่ 0.82% (-1.2%DoD) และรุ่น 10 ปี อยู่ที่ 1.24% (-2.4% DoD) ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10  ปี ล่าสุดอยู่ที่ 0.65% (-4% DoD)
•    ปรับลดประมาณการ EPS โดยข้อมูลจาก Bloomberg Consensus พบว่าเมื่อต้นปี EPS ปี 63 ที่ 101.9 บ. ขณะที่ปัจจุบันเหลือ 67.7 บ. หรือลดลง 33.5%YTD
•    Update Flow เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาต่างชาติพลิกซื้อสุทธิ  5,504.29 ลบ.ส่งผลปิดเดือนพ.ค.ขายสุทธิอยู่ที่ 31,598.34 ลบ. ขณะที่ นลท.สถาบันขายสุทธิ 760.03 ลบ.ส่งผลปิดเดือนพ.ค.ซื้อสุทธิรวมอยู่ที่ 17,838.01 ลบ.
Investment Strategy
สัปดาห์นี้ เรามีมุมมองต่อ SET แกว่ง Sideway Down ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวที่ 1,315- 1,360 จุด โดยแม้มีปัจจัยหนุนจาก  1) การออกมาตรการผ่อนคลายเฟสสาม และแนวโน้มการผ่อนมาตรการควบคุมในเฟสถัดไปหลังรายงานจาก ศบค.สะท้อนการควบคุมสถานการณ์ COVID-19 มีประสิทธิภาพต่อเนื่อง 2) สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกเริ่มคลี่คลายทั้งด้าน       อุปสงค์จากการกลับมาเคลื่อนไหวกิจกรรมเศรษฐกิจหลังมาตรการผ่อน Lockdown และด้านอุปทานจากปรับลดกำลังผลิตลงตามข้อตกลงของ OPEC+  บวกกับรายงานแท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐฯ ลดลงต่อเนื่อง อย่างไรก็ดีคาดกดดันด้วยปัจจัยลบ ดังนี้ 1) ความกังวลสถานการณ์สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่อ่อนไหวมากขึ้น หลังฝั่งสหรัฐฯยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่ฮ่องกง ตอบโต้ที่จีนอกกฎหมายควบคุมฮ่องกงเพื่อป้องกันการแทรกแซงจากต่างชาติ   2) สถานการณ์การประท้วงที่รุนแรงจากเหตุการณ์การเสียชีวิตของฟลอยด์ และ3) การทยอยปรับประมาณการกำไรของบริษัทฯ จดทะเบียนหลังสิ้นสุดรายงานผลประกอบการช่วง 1Q63 คาดกดดันต่อการปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิของ SET ในลำดับต่อมา และจับตารายงานตัวเลขเศรษฐกิจจีนต้นสัปดาห์ แนะนำเลือกเก็งกำไรช่วงสั้น เล่นเทรดดิ่งตามกรอบเน้นซื้อเมื่ออ่อนตัวใกล้โซนแนวรับ และทยอยลดพอร์ตเมื่อเข้าใกล้แนวต้าน พร้อมแนะนำหุ้นที่คาดมีผลประกอบการดีในหุ้น 2 กลุ่ม ดังนี้
หุ้นกลุ่มที่จะได้ประโยชน์จากแผนกระตุ้น ศก.และงานประมูลภาครัฐฯ: แนะนำหุ้นที่ได้ประโยชน์และมี Upside ได้แก่ TEAMG: (แม้กำไรสุทธิ 1Q63 ทำได้ 24.6 ลบ.ชะลอตัว 3.4% YoY แต่ด้วยความเป็นผู้นำเบอร์หนึ่งมากประสบการณ์ของธุรกิจออกแบบ ควบคุมงานโครงการกว่า 42 ปี  บ.มีศักยภาพสูงหนุนเดินหน้าคว้าโปรเจคใหม่ต่อเนื่อง ปี 63 คาด Backlog ทำ New High หนุนรับรู้รายได้ไม่ต่ำกว่า 2-3 ปีจากนี้  มอง TEAMG น่าสนใจหลัง ปจบ.เทรดที่ PE ระดับ 12.8X (ขณะที่อุตสาหกรรมเทรดที่ระดับ 41.6X) ล่าสุดประกาศรับงานใหม่ในช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค.เพิ่มทั้งหมด 5 โครงการ เป็นงานจากภาครัฐทั้งหมดโดยแบ่งเป็นงานที่ปรึกษา 2 โครงการ และงานจัดหาติดตั้งเครื่องมือ 3 โครงการโดยมีระยะเวลาดำเนินงานโครงการ 180 วัน – 68เดือน รวมมูลค่างานที่ได้รับทั้งสิ้น 1.04 พัน ลบ.ขณะที่ความเสี่ยงภาระหนี้สินต่ำมาก โดยมีสัดส่วน Interest bearing debt/equity เพียง 0.02X นอกจากนี้ให้ Dividend Yield กว่า 5.05%), SEAFCO (รายงาน 1Q63 กำไร 94.41 ลบ +11%QoQ และ -21.4YoY ) ผู้บริหารตั้งเป้ารายได้ปี 63 ทำ New High ปจบ.มี Backlog กว่า 2.7 พัน ลบ.บวกกับได้อานิสงส์บวกจากร่าง พรบ.งบประมาณฯ ที่ผ่านสภา และยังมี Upside จากงานประมูลใหม่ จากโครงการลงทุนทั้งจากรัฐและเอกชน), CPALL รายงานกำไร 1Q63 ที่ 5.64 พัน ลบ. (-2%YoY, -8%QoQ) ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ทำให้ลูกค้าลดลง และมาตรฐาน บช.ใหม่เรื่องสัญญาเช่ามีต้นทุนเพิ่ม 308 ลบ. อย่างไรก็ดีรายได้รวมยังโต 5%YoY จากการเปิดสาขาใหม่ และรายได้ Banking agent ที่เติบโต รวมถึงยอดขายที่เพิ่มขึ้นของ MAKRO ที่ได้ประโยชน์จากช่วง COVID-19 ทั้งนี้การกลับมาผ่อนคลายมาตรการ Lockdown และการกระตุ้นการบริโภคของภาครัฐจะช่วยให้ 2H63 กำลังซื้อจะฟื้นตัวขึ้น อีกทั้งการเข้าซื้อ TESCO LOTUS ในระยะยาวมองเป็นบวกจาก Synergy ที่จะเกิดขึ้น จะทำให้กลุ่ม CP มีทั้งค้าส่ง ค้าปลีก และสะดวกซื้อครบวงจร
กลุ่มที่คาดผลดำเนินงานมีแนวโน้มดีต่อเนื่อง: เหมาะกับการทยอยซื้อสะสมโดยเน้นหุ้นที่กำไรทั้งปี 62 โตดีและ      ปี 63 โตต่อ แนะนำ SABINA: รายงานผลประกอบการ1Q63 กำไร 70.4 ลบ -15.3%QoQ และ-12%YoY จากรายได้ที่ลดลง 16.3%QoQ และ 12.7%YoY เนื่องจากผลกระทบ COVID-19 ทำให้ช่องทางขายหน้าร้านที่เป็นช่องทางขายหลักถูกปิดไปในช่วง 22/3/63 ตามคำสั่งปิดห้างสรรพสินค้าของภาครัฐ อย่างไรก็ดียอดขายในส่วน NSR 99.8 ลบ +9%YoY ทำให้สัดส่วนขึ้นมาเป็น 15% ของยอดขายรวม รวมถึงช่องทางขาย Export +31.3%YoY ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเหลือ 52.9% จากการผลิตที่น้อยลง และการชะลอนำเข้าสินค้าจากจีน และ SG&A/Sales ลดลง 10%YoY จากการควบคุมต้นทุนภายในที่ทำได้รวดเร็วหลังเกิดสถานการณ์ COVID แนวโน้ม 2Q63มีโอกาสอ่อนตัวต่อ โดยบริษัทจะมุ่งเน้นการขายแบบ NSR เพื่อชดเชยการขายหลักที่ถูกปิดไปในช่วงเมษ-พค และคาดยอดขายจะเริ่มฟื้นตัวในช่วง 2H63, SSP ช่วง 1Q63 มีกำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 161.2 ลบ. โต 24.3%YoY ผบห.คาดรายได้และกำไรปี 63 ทำ New high จากการรับรู้รายได้โครงการโรงไฟฟ้าที่เวียดนามและมองโกเลีย ขนาดรวม 55 MW ซึ่ง COD ตั้งแต่ มี.ค. 62 และ ก.ค. 62 ตามลำดับ ขณะที่ 2H63 เริ่ม COD โครงการยามากะที่ญี่ปุ่นขนาด 30 MW. หนุนกำลังผลิตรวมปจบ.กว่า 160 MW.พร้อมวางแผนขยายธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เฟส 2 ในเวียดนาม และเตรียมเข้าลงทุนโครงการโซลาร์รูฟท็อปในอินโดนีเซีย ตั้งเป้ากำลังการผลิตไฟฟ้า 400 MW.ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า ล่าสุด SSP ประกาศจ่ายปันผล 0.11 บ/หุ้น (Yield1.5%)
•    Trading Idea
•    หุ้นที่คาดฟื้นตัวเด่นจากการคลาย Lock Down : เลือก BTSGIF โดยได้ปัจจัยหนุนโดยตรงจากการผ่อน Lock Down และการกลับมาเปิดภาคการเรียน 1 ก.ค.63 นี้ตามประกาศของกระทรวงศึกษาฯ หนุนยอดผู้โดยสารรวมฟื้นตัวสู่ภาวะปกติ(ค่าเฉลี่ยรายเดือนปี 62 ที่ระดับ 20.6 ล้านเที่ยวคน) คาด Ridership ช่วงเดือน เม.ย.ที่ 3.5 ล้านเที่ยวคนเป็นจุดต่ำสุดแล้ว  บวกกับจ่ายผลสม่ำเสมอ ให้ Div.Yield ย้อนหลัง 5 ปี เฉลี่ยอยู่ที่ 6.7% นอกจากนี้ราคาปจบ.มี discount 18.7%จากราคาประเมิน NAV.ล่าสุดตามรายงานตลท.เมื่อ 14 พ.ค.ที่ผ่านมาที่ราคา 9.2273 บ./หน่วย
•    กลุ่มผู้ให้บริการปั๊มน้ำมัน : แนะนำเก็งกำไร SUSCO, PTG  ด้วยสองปัจจัยหนุน 1) ได้รับประโยชน์จากการผ่อนคลายมาตรการ Lockdown ของภาครัฐทำให้ประชาชนเริ่มออกมาทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจกันมากขึ้นหนุนอุปสงค์การใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น 2) อุปทานที่ลดลงหนุนราคาน้ำมันดิบเริ่มปรับตัวขึ้นตอบรับการลดกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ Russia เริ่มลดกำลังผลิตแล้วในเดือน พ.ค.นี้  ช่วยลดความกังวลเรื่องการขาดทุนสต็อกน้ำมันในช่วง 2Q63
    28-May-20    Change (pts.)    27-May-20
SET Index    1,342.85    5.34    1,337.51
SET50 Index    896.01    7.17    888.84
SET100 Index    1,974.61    13.75    1,960.86
 
High    1,342.88    Gainers    512
Low         1,323.12        Unchanged    356
Value (Bt m)    96,186.64    Losers    804
Volume (*000)    19,118,594          
Market Valuation
SET Data    2019F    2020F    Long Term
Fwd PER (x)    19.8    15.9    15.9
EPS Growth (%)    13.9    9.3    -19.2
EV/EBITDA (x)    12.8    11.1    10.0
FWD PBV (x)    1.5    1.4    1.4
Dividend Yield (%)    2.8    3.1    3.4
ROE    7.0    8.2    8.6
Net Buy/Sell by Investor Types
Unit : M Bt    29-May-20    WTD    MTD    YTD
Institution    (760.03)    8,712.24    17,838.01    67,586.09
Proprietary    (492.64)    341.32    308.13    (2,529.51)
Foreign     5,504.29    1,494.38    (31,598.34)    (193,929.11)
Individual    (4,251.62)    (10,547.94)    13,452.20    128,872.53
AECS ( Fundamental and Strategic Team )
ภัทรพล จันทร์อินทร์ (ID. 089932)    Patarapon.j@aecs.com
ธีรยุทธ  ฤทธิเผ่าพันธุ์    ผู้ช่วยนักวิเคราะห์
ชัยรัตน์ คงสุนทร
สุวรรณา อัศวเหล่าวรพงศ์    ผู้ช่วยนักวิเคราะห์
Data Support / Secretary

******************************************

 

line logotwitterLike1 Share3Like1 Share1กด Like - Share  เพจ Corehoon-Power Time เพื่อติดตามเคล็ดลับ ข่าวสาร เทรนด์ และบทวิเคราะห์ดีๆ อัพเดตทุกวัน คัดสรรมาเพื่อท่านนักลงทุนโดยเฉพาะ

 Click Donate Support Web

SAM720x100px bgGC 790x90

SME720 x 100banpu 720x90 new1 1

ooKbee1

corehoon NEW2

 

 

ข่าวล่าสุด!!