หมวดหมู่: บทวิเคราะห์

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง : บทวิเคราะห์ตลาดหุ้นรายวัน 25-5-2020May

กลยุทธ์การลงทุนรายวัน

วานนี้ SET แกว่งลง จากเหตุการณ์ความตึงเครียดของกลุ่มผู้ประท้วงในฮ่องกง รวมถึงจีนเตรียมออกกฎหมายควบคุมสถานการณ์ในฮ่องกงเพิ่มเติม โดย ณ. สิ้นวัน SET ปิดที่ 1,303.97 (-16.72 จุด) มูลค่าการซื้อขาย 6.4 หมื่นล้านบาท (เทียบกับวันก่อนหน้า 7.0 หมื่นล้านบาท) โดยนักลงทุนต่างชาติ ขายหุ้นไทย 1,999 ลบ. (นักลงทุนสถาบันขาย 2,991 ลบ.) ส่วนตลาด TFEX นักลงทุนต่างชาติเปิด Short Futures ที่ 7,296 สัญญา)

GPSC (ราคาเป้าหมาย consensus 80 บาท) ต้นทุนราคา gas ที่ปรับลดลงแรงคาดจะช่วยชดเชยรายได้ขายไฟในนิคมฯ ที่หายไปบางส่วน ผสานกับส่วนแบ่งรายได้จากโครงการไซยะบุรีที่คาดจะดีขึ้นในช่วง 2Q63-3Q63 จากปริมาณน้ำในเขื่อนเริ่มเดือน เม.ย. ปรับตัวสูงขึ้น +40%MoM

การเมืองร้อนแรงขึ้น แนะเพิ่มความระมัดระวัง : สัปดาห์นี้ประเด็นการเมืองทั้งในและต่างประเทศดูร้อนแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อจิตวิทยาการลงทุนในระยะสั้นได้ โดยสำหรับการเมืองต่างประเทศ คงจะหนีไม่พ้นประเด็นในช่วงสุดสัปดาห์คือการประท้วงในฮ่องกงที่กลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง หลังจากจีนได้เตรียมออกกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่สำหรับฮ่องกง ซึ่งจะเป็นการให้อำนาจทางการจีนดำเนินการได้อย่างเด็ดขาดในการควบคุมสถานการณ์ความไม่สงบในฮ่องกง สะท้อนถึงความชัดเจนของจีนที่พยายามเข้ามาแทรกแซงฮ่องกง

โดยปัจจัยนี้คงต้องจับตาท่าทีเพิ่มเติมของ US ซึ่งแน่นอนว่าอยู่ฝั่งสนับสนุนกลุ่มผู้ประท้วงในฮ่องกง ซึ่งอาจเป็นอีกจุดที่เร่งให้ปัญหาสงครามการค้าระหว่าง US กับจีน ดูตึงเครียดมากยิ่งขึ้น ส่วนทางด้านการเมืองในประเทศ สัปดาห์นี้ต้องจับตาการเปิดประชุมสภาฯ สมัยสามัญ 27 พค.นี้ โดยจะพิจารณา พ.ร.ก กู้เงิน 3 ฉบับ คือ 1) พ.ร.ก.ให้อำนาจกรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 (1 ล้านล้านบาท) 2) พ.ร.ก. ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจ ที่ได้ผลกระทบจาก COVID-19 และ (5 แสนล้านบาท) และ 3) พ.ร.ก. การรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ (4 แสนล้านบาท) โดยรวมการเมืองทั้งในและต่างประเทศดูจะเข้มข้นขึ้นดังนั้นจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังต่อการลงทุนมากยิ่งขึ้น

Investment Strategy :

วันนี้คาด SET แกว่ง sideway ประเมิน แนวรับ 1,290 ต้าน 1,320 จุด เน้นกลุ่ม Defensive มากขึ้น โดยวันนี้แนะนำ “GPSC” และเก็งกำไร “TASCO, TRUE, SQ”

ปัจจัยในประเทศ :

ติดตามตัวเลขผู้ติดเชื้อ COVID-19

28 พ.ค. ประชุม กสทช.

29 พ.ค. ภาวะเศรษฐกิจไทยรายเดือนจาก BOT, MSCI Rebalance (อาจผันผวนช่วงท้ายตลาด)

SET Index : ดัชนีสามารถกลับขึ้นมายืน 1300 จุด

SET Index ปิดที่ระดับ 1303.97 จุด(-16.72 จุด)

  • ดัชนีย่อตัวไม่หลุดเส้นค่าเฉลี่ย 20 วัน อีกทั้งมีแรงซื้อในช่วงบ่ายเมื่อวันศุกร์ ทำให้แท่งเทียนเกิดรูปแบบ Hammer ซึ่งเป็นสัญญาณบวกในทางเทคนิค
  • ดังนั้นยังคงประคองภาพเชิงบวก มีโอกาสได้เห็นการขึ้นทดสอบ High เดิมอีกครั้งที่ 1333 จุด

มีหุ้น : ถือต่อ รอทยอยทำกำไรที่บริเวณแนวต้าน 1360 จุด หากหลุด 1275 จุด แนะนำเก็บกำไร

ไม่มีหุ้น : สามารถเข้าเล่นรอบ หลังดัชนีกลับมายืน 1300 จุดได้ โดยมีแนวต้านรอขายที่ 1315/1333 จุดหากหลุด 1275 จุด ชะลอการลงทุน

'BJCHI' ผลงานโตประมูล 5 โครงการมูลค่า 1.6 หมื่นล้าน (ทันหุ้น)

ความเห็น : BJCHI มีงานในมือที่สูง 4.2 พันล้านบาท สูงสุดนับจากปี 2559 จะทำให้ผลประกอบการในปีนี้เติบโตสูง แต่การแพร่ระบาดของ Covid-19 อาจจะส่งผลกระทบต่อการส่งมอบงานบ้าง เราประเมินยอดส่งมอบงานในปีนี้ 2,750 ล้านบาท โต 36% เทียบกับผู้บริหารประเมิน 3,000 ล้านบาท โต 50% แนะนำ TRADING BUY ในช่วงอ่อนตัว เป้าหมาย

CPF พร้อมเสนอขายหุ้นกู้ ชูอัตราดอกเบี้ยสูงสุด 4% (ทันหุ้น)

ความเห็น : ออกหุ้นกู้เพื่อนำไปรีไฟแนนซ์ โดยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนคาดว่ายังอยู่ในระดับ 1.2 เท่า เทียบกับ Bond Covenant ที่ 2 เท่า ส่วนแนวโน้มกำไร 2Q63 คาดว่าเติบโตดี YoY และมีสัญญาณบวกจากราคาเนื้อสัตว์ในประเทศเริ่มฟื้นตัว แนะนำ ซื้อ เป้าหมาย 40.20 บาท

WICE เข้าไฮซีซันโลจิสติกส์ มั่นใจรายได้ตามเป้า 2.7 พันล. (ทันหุ้น)

ความเห็น : ปีนี้ WICE จะ outperform กลุ่มได้ เนื่องจากธุรกิจ Cross boarder พลิกกำไรครั้งแรกแล้วตั้งแต่ไตรมาส 1/63 ส่วน Air freight ได้ลูกค้าใหม่จาก COVID-19 กอปรกับการฟื้นตัวของตลาดอิเล็คทรอนิกส์ และประเทศจีน แถม WICE เพิ่มสัดส่วนใน WICE SG อีก 30% เราแนะนำ ซื้อ 3.84 บาท

Krung Thai Bank (KTB TB)

รายได้เติบโตช้า คุณภาพสินเชื่อแย่ลง ห่วงเรื่องคุณภาพสินทรัพย์ ถือ

แม้ว่าราคาหุ้นจะดูน่าสนใจ (PE ปี 63 ที่ 5.8 เท่า P/BV 0.4 เท่า) แต่เราเชื่อว่า KTB จะยังซื้อขายในราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่ง เนื่องจากความเสี่ยงด้านการให้บริการระดับประเทศ NPL coverage และอัตราส่วนเงินทุนที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับคู่แข่ง เรายังคงกังวลเรื่องคุณภาพสินเชื่อ และมีอัพไซด์ต่อคาดการณ์ต้นทุนสินเชื่อของเรา เนื่องจากธนาคารมีเป้าหมายที่จะรักษาระดับ NPL ไว้ที่ 120-130% ในปี 2563 (126% ในไตรมาส 1Q20) คงคำแนะนำ ถือ ราคาเป้าหมาย 11 บาท (P/BV ปี 63 ที่ 0.44 เท่า ROE 7.4%)

เสนอมาตรการบรรเทาหนี้ให้ลูกค้า 20-30% ของทั้งหมด

เรามีมุมมองเป็นกลางหลังร่วมประชุมผ่านวิดีโอเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา KTB คาดการณ์ GDP จะหดตัว 8.8% YoY เนื่องจากการส่งออกที่ลดลงอย่างมากและการลงทุนภาคเอกชนที่อ่อนแอในปี 2563 ขณะที่การท่องเที่ยวจะใช้เวลานานกว่าจะกลับสู่ภาวะก่อนโควิดระบาด ธนาคารจะทบทวนเป้าหมายปี 63 ใหม่อีกครั้งหลังเห็นพัฒนาการจากการกลับมาเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจอีกครั้ง เรามองว่ามีอัพไซด์ต่อคาดการณ์การเติบโตสินเชื่อปี 63 ของเราที่ -1% (+ 1.9% YTD ในไตรมาส 1Q20) เนื่องจากการชำระคืนเงินกู้ที่ลดลงตามมาตรการของ ธปท. KTB ได้เสนอมาตรการผ่อนปรนหนี้ให้กับสินเชื่อรายย่อย 20% และสินเชื่อธุรกิจ 30%

ชะลอลงทุนด้านไอทีเพื่อคุม OPEX และชดเชย NIM ที่จะลดลง

แม้ว่า KTB จะสามารถลดต้นทุนทางการเงินได้จากเงินฝากประจำที่มีต้นทุนคงที่สูงครบกำหนดและค่าธรรมเนียม FIDF ที่ลดลง เราคาดว่า NIM จะลดลง QoQ ในไตรมาส 2-3 เนื่องจากผลกระทบจากการลลดอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลงเหลือ 50bp จาก 125bp ณ สิ้นปี 2562 ผบห. จะควบคุม OPEX เพื่อชดเชย NIM ที่ลดลงในปีนี้โดยชะลอการลงทุนด้านไอทีบางส่วน

ความคืบหน้ากรณีการบินไทยและการตั้งสำรอง

สำหรับการบินไทย (THAI TB, (ไม่มีคำแนะนำ)) KTB ได้ตั้งสำรองบางส่วนภายใต้ management overlay และไม่มีแผนที่จะจัดประเภทใหม่เป็นขั้นที่ 1 จากมาตรการของ ธปท. ผบห.ไม่ได้ระบุว่าธนาคารจะตั้งสำรองมากขึ้นหรือไม่ แต่มีการตรวจสอบบัญชีนี้อย่างใกล้ชิด โดย THAI มีสินเชื่อ 1.44 หมื่นล้านบาทจากธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นปี 2562

Jesada Techahusdin, CFA

jesada.t@maybank-ke.co.th

(66) 2658 6300 ext 1395  

กำไรสุทธิไตรมาส 1Q20 ตามคาด แต่คุณภาพสินทรัพย์ไม่ดี

KTB รายงานกำไรสุทธิ 6 พันล้านบาทในไตรมาส 1Q20 ลดลง 17% YoY และ 18% QoQ เนื่องจากรายได้ค่าธรรมเนียมที่ลดลงและต้นทุนสินเชื่อที่สูงขึ้น ผลประกอบการ 1Q20 เป็นไปตามคาดการณ์ของเรา และคิดเป็น 26% ของประมาณการของเรา

                NII เพิ่มขึ้น 12% QoQ จากผลตอบแทนสินเชื่อที่สูงขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (TFRS9) และต้นทุนเงินทุนที่ลดลงจากการลดค่าธรรมเนียม FIDF โดย NII ลดลง 6% YoY จากการที่ธนาคารบันทึกรายการพิเศษครั้งเดียวในไตรมาส 1Q19 จำนวน 3.9 พันล้านบาท

                รายได้ค่าธรรมเนียมลดลง 12% YoY และ 18% QoQ เนื่องจากค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อลดลงจากการตัดจำหน่ายค่าธรรมเนียมใน TFRS 9 และค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นจากการเพิ่มธุรกรรมการโอนดิจิทัล

                Non-NII ลดลง 19% YoY และ 33% QoQ เนื่องจากธนาคารบันทึกขาดทุนจากพอร์ตเงินลงทุนที่คำนวณโดยวิธี FVTPL ในไตรมาส 1Q20

                OPEX ลดลง 17% YoY เนื่องจากผลของฐานที่สูงของการตั้งค่าเผื่อการด้อยค่าของทรัพย์สินรอการขาย ไม่รวมรายการนี้ OPEX เพิ่มขึ้น 9% YoY อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ (CIR) ลดลงเป็น 44.2% ในไตรมาส 1Q20 จาก 48.3% ในไตรมาส 1Q19 หากไม่รวมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียว CIR จะเป็น 41.8% ในไตรมาส 1Q19

                KTB บันทึกสำรองที่ 8.5 พันล้านบาทเพิ่มขึ้น 16% YoY ในไตรมาส 1Q20 ในขณะที่อัตราส่วน NPL ลดลงเป็น 5.28% จาก 4.91% ในไตรมาส 4Q19 NPL coverage ลดลงเหลือ 127% ในไตรมาส 1Q20 จาก 131% ในไตรมาส 4Q19

******************************************

 

line logotwitterLike1 Share3Like1 Share1กด Like - Share  เพจ Corehoon-Power Time เพื่อติดตามเคล็ดลับ ข่าวสาร เทรนด์ และบทวิเคราะห์ดีๆ อัพเดตทุกวัน คัดสรรมาเพื่อท่านนักลงทุนโดยเฉพาะ

 Click Donate Support Web

SAM720x100px bgGC 790x90

SME720 x 100banpu 720x90 new1 1

ooKbee1

corehoon NEW2

 

 

ข่าวล่าสุด!!