หมวดหมู่: บริษัทจดทะเบียน

FITCH12 4ฟิทช์ ปรับแนวโน้มเครดิต บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล เป็นลบ คงอันดับเครดิตที่ ‘AA+(tha)’

      ฟิทช์ เรทติ้งส์-กรุงเทพฯ - 31 มีนาคม 2563: บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เป็นลบจากมีเสถียรภาพ ในขณะเดียวกัน ฟิทช์ประกาศคงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว ของ PTTGC และอันดับเครดิตภายในประเทศของหุ้นกู้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิของบริษัท ที่ ‘AA+(tha)’ และอันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้น ที่ ‘F1+(tha)’

       นอกจากนี้ ฟิทช์ประกาศจัดอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว หุ้นกู้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิชุดใหม่ของ PTTGC มูลค่าไม่เกิน 1.5 หมื่นล้านบาท ที่ระดับ ‘AA+(tha)’  เงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ครั้งนี้จะนำไปใช้สำหรับเป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ ชำระคืนหนี้ที่ครบกำหนด และใช้สำหรับการลงทุน หุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับเครดิตในระดับเดียวกันกับอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของ PTTGC เนื่องจากมีสถานะเท่าเทียมกับหนี้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิของบริษัท

      การปรับแนวโน้มเครดิตเป็นลบ สะท้อนถึงความไม่แน่นอนที่อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกระแสเงินสดจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงของเงินทุนหมุนเวียน (FFO Net Leverage) ของ PTTGC จะยังคงอยู่ในระดับสูงกว่า 2 เท่า ในปี 2564 และหลังจากนั้น ฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินของ PTTGC ณ สิ้นปี 2563 จะอยู่สูงกว่า 2 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่ไม่สอดคล้องกับอันดับเครดิตปัจจุบันของบริษัท เนื่องจากอุปสงค์ และส่วนต่างของราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่อ่อนแอ เนื่องจากสถานะการณ์โคโรนาไวรัส การขาดทุนมูลค่าสต๊อกน้ำมัน จากราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างรวดเร็ว และค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

     ฟิทช์ คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินจะลดลงมาอยู่ต่ำกว่าระดับ 2 เท่าในปี 2565 เนื่องจากกระแสเงินสดที่ปรับตัวดีขึ้น จากกำไรที่มากขึ้นซึ่งเป็นผลมาจากการขยายกำลังการผลิต และอุปสงค์ และส่วนต่างของราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ปรับตัวดีขึ้น หลังจากสถานะการณ์โคโรนาไวรัส และค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนที่ลดลง อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนหนี้สินของ PTTGC อาจยังคงอยู่ในระดับสูงกว่า 2 เท่า อย่างต่อเนื่อง หากอุปสงค์ และส่วนต่างของราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมียังคงอยู่ในระดับต่ำ จากสภาวะเศรษกิจที่อ่อนแอ หลังปี 2564 ซึ่งอาจจำกัดการฟื้นตัวของรายได้อย่างมีนัยสำคัญ

ปัจจัยที่มีผลต่ออันดับเครดิต

      กำไรที่คาดว่าจะลดลงในปี 2563: ฟิทช์คาดว่ากำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ของ PTTGC จะลดลงในปี 2563 ที่ไปอยู่ที่ประมาณ 1.0 – 1.5 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับ 2.5 หมื่นล้านบาทในปี 2562   ธุรกิจปิโตรเคมีที่อ่อนแอตั้งแต่ปี 2562 และน่าจะยังคงอ่อนแออยู่ในปี 2563 เนื่องจากจากอุปสงค์ที่ลดลงจากสถานะการณ์โคโรนาไวรัส การเพิ่มขึ้นของอุปทานจากกำลังการผลิตใหม่ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และการขาดทุนมูลค่าสต๊อกน้ำมัน จากราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างรวดเร็วในไตรมาสที่ 1 ของปี 2563

อย่างไรก็ตาม ส่วนต่างของราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี น่าจะปรับตัวดีขึ้นในปี 2564 เนื่องจากความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์กลับมาเพิ่มขึ้น แต่ส่วนต่างของราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี น่าจะยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าในปี 2560 และ 2561   นอกจากนี้ความต้องการที่ลดลงจากผลกระทบของโคโรนาไวรัสจะยังคงกดดันค่าการกลั่นในระยะสั้น ถึงแม้ว่าค่าการกลั่นน่าจะปรับตัวดีขึ้นในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า

อัตราส่วนหนี้สินจะปรับตัวดีขึ้นในปี 2564: ถึงแม้ว่าสถานะทางการเงินของ PTTGC จะยังคงอ่อนแอในปี 2563 อัตราส่วนหนี้สินของบริษัทน่าจะปรับตัวดีขึ้นในปี 2564 ฟิทช์คาดว่าบริษัทน่าจะมีกระแสเงินสดสุทธิ (Free Cash Flow) เป็นบวกในปี 2564 เนื่องจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นจาก ค่าการกลั่น และส่วนต่างของราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ปรับตัวดีขึ้น  ปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ฟิทช์ คาดว่า อัตราส่วน FFO Net Leverage จะปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่า 2.5 เท่าในปี 2564 และ 1.7 เท่าในปี 2565 จากระดับ 7.5 เท่าที่คาดการณ์สำหรับปี 2563   ซึ่งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่า PTTGC จะดำเนินนโยบายเพื่อรักษาสถานะทางการเงินของบริษัทให้แข็งแกร่ง ซึ่งรวมถึงการปรับลดการจ่ายเงินปันผล รวมถึงการไม่ลงทุนขยายกำลังการผลิตขนาดใหญ่ หรือการเข้าซื้อกิจการขนาดใหญ่ จนกว่ากำไรของบริษัทจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาสถานะทางการเงิน

การลงทุนที่จำเป็น: ค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนของ PTTGC น่าจะปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญในปี 2564 เป็นต้นไป หลังจากที่บริษัทเสร็จสิ้นการก่อสร้างโครงการ propylene oxide และ polyol และโครงการ olefins reconfiguration project (ORP) ซึ่งคาดว่าจะเปิดดำเนินการในปี 2563   

ฟิทช์ คาดว่า บริษัทจะไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่ใหม่ๆ ในระยะนี้เนื่องจากสภาวะอุตสาหกรรมที่อ่อนแอ ฟิทช์คาดว่าค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนน่าจะปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 3.1 หมื่นล้านบาทในปี 2563 และลดลงไปสู่ระดับประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท ในปี 2564 จากระดับสูงสุดที่ 4.1 หมื่นล้านบาท ในปี 2562

               กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น: ปริมาณการขายของ PTTGC น่าจะเพิ่มขึ้นในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า เนื่องจากกำลังการผลิตปิโตรเคมีใหม่ที่เพิ่มขึ้น บริษัทได้เริ่มดำเนินการผลิตของโครงการ Methyl Ester 2 ซึ่งมีกำลังการผลิต 200,000 ตันต่อปี ในไตรมาสที่  2 ของปี 2562 ในขณะที่โครงการ propylene oxide และ polyol  และโครงการ ORP จะช่วยผลักดันการเติบโตของรายได้และกำไรของบริษัทในปี 2564 เป็นต้นไป

       การผลิตที่ครบวงจรและต้นทุนการผลิตที่ต่ำ: PTTGC มีขนาดธุรกิจที่ใหญ่ มีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ และมีอัตราการใช้กำลังการผลิตที่สูง ส่งผลให้บริษัทมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่มากกว่า และอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานที่สูงกว่า เมื่อเทียบกับผู้ผลิตปิโตรเคมีและน้ำมันอื่นๆ ในประเทศ นอกเหนือจากนี้ PTTGC ยังมีความได้เปรียบในเรื่องต้นทุนการผลิตเนื่องจากวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตโอเลฟินส์ คือก๊าซธรรมชาติซึ่งจัดหาได้จากภายในประเทศ และบริษัทยังได้รับประโยชน์จากการที่มีสัญญาการจัดหาวัตถุดิบระยะยาวกับ ปตท. ซึ่งช่วยลดความผันผวนของส่วนต่างระหว่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบได้

       ความผันผวนตามวัฏจักรของธุรกิจ: อันดับเครดิตของบริษัทถูกลดทอนจากความผันผวนของราคาผลิตภัณฑ์ตามวัฎจักรของธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ความผันผวนของอัตราส่วนกำไรของผลิตภัณฑ์ ค่าการกลั่น ราคาวัตถุดิบ ราคาน้ำมัน และความต้องการใช้เงินทุนหมุนเวียน ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อกำไรและกระแสเงินสดของบริษัท  นอกจากนี้ PTTGC ยังมีความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งวัตถุดิบน้อยแหล่ง เนื่องจากวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตส่วนใหญ่มาจาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.; อันดับเครดิตที่ AAA(tha)/แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท อย่างไรก็ตามความเสี่ยงจากการที่บริษัท รับวัตถุดิบส่วนใหญ่จาก ปตท. ได้ถูกบรรเทาลงจากการที่ ปตท. มีอันดับเครดิตที่แข็งแกร่ง และเป็นผู้ดำเนินธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ในประเทศไทย

       ความเชื่อมโยงกับบริษัทแม่: อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของ PTTGC ได้มีการพิจารณารวมถึงการปรับเพิ่มอันดับเครดิตขึ้นสองอันดับจากสถานะเครดิตโดยลำพัง (Standalone credit profile) ของบริษัทที่ ‘aa-(tha)’  ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระดับปานกลางระหว่างบริษัท กับ บริษัทแม่ หรือ ปตท.   ธุรกิจปิโตรเคมี และโรงกลั่น ซึ่ง PTTGC เป็นหนึ่งในผู้ดำเนินการหลักของกลุ่ม  มีความสำคัญด้านกลยุทธ์อย่างมากต่อกลุ่ม ปตท. โดยรายได้จากธุรกิจปิโตรเคมี และโรงกลั่น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 28 ของรายได้รวมของกลุ่ม ปตท. ในขณะที่ EBITDA ของธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่นมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่สองของกลุ่ม โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาคิดเป็นประมาณร้อยละ 28 ของกลุ่ม รองจากธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ในขณะที่ PTTGC มีความสำคัญด้านกลยุทธ์ต่อธุรกิจปิโตรเคมี และโรงกลั่น  ของกลุ่ม ปตท. เนื่องจากเป็นผู้รับซื้อวัตถุดิบที่เป็นผลิตภัณฑ์ก๊าซธรรมชาติที่ใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีรายใหญ่ของ ปตท. และ เป็นบริษัทปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดของ ปตท.

การกำหนดอันดับเครดิตโดยสรุป

      อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของ PTTGC ได้มีการพิจารณารวมถึงการปรับเพิ่มอันดับเครดิตขึ้นสองอันดับจากสถานะเครดิตโดยลำพัง (Standalone credit profile) ของบริษัทที่ ‘aa-(tha)’ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระดับปานกลางระหว่างบริษัท กับ ปตท.  โดย PTTGC เป็นบริษัทปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดของกลุ่ม ปตท. และเป็นตัวจักรสำคัญในการขยายธุรกิจปิโตรเคมีของ ปตท. โดยเห็นได้จากการที่ ปตท. ได้โอนธุรกิจปิโตรเคมีให้กับ PTTGC ในปี 2560   นอกจากนี้ PTTGC ยังได้รับผลประโยชน์จากสัญญาการจัดหาก๊าซธรรมชาติกับ ปตท. ซึ่งส่งผลให้บริษัทมีความได้เปรียบในเรื่องต้นทุนการผลิต และสัญญาการซื้อขายผลิตภัณฑ์กับ ปตท. ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของส่วนต่างระหว่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีกับวัตถุดิบได้

       สถานะทางเครดิตโดยลำพัง (Standalone credit profile) ของ PTTGC ที่ ‘aa-(tha)’ สะท้อนถึงขนาดธุรกิจและการผลิตปิโตรเคมีที่ใหญ่ของบริษัท รวมถึงต้นทุนการผลิตที่ต่ำ เนื่องจากการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี สถานะทางธุรกิจของ PTTGC แข็งแกร่งที่สุดเมื่อเทียบกับบริษัทในธุรกิจการกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมีในประเทศไทยที่ฟิทช์จัดอันดับเครดิต และมีอัตราส่วนหนี้สินที่ต่ำเมื่อเทียบกับคู่แข่งดังกล่าว  PTTGC มีขนาดธุรกิจที่ใหญ่กว่าและมีการผลิตปิโตรเคมีที่มากกว่าเมื่อเทียบกับ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP (อันดับเครดิตที่ ‘AA(tha)’ แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ; สถานะเครดิตโดยลำพังที่ ‘a+(tha)’นอกจากนี้ PTTGC ยังมีอัตราส่วนกำไรที่สูงกว่า TOP        

      PTTGC มีขนาดธุรกิจที่ใหญ่กว่าและมีการกระจายตัวของธุรกิจปิโตรเคมีที่มากกว่าเมื่อเทียบกับ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC (อันดับเครดิตที่ ‘A(tha)’ แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ; สถานะทางเครดิตโดยลำพังที่ bbb+(tha) นอกจากนี้ บริษัทยังมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งกว่าและมีอัตราส่วนกำไรที่สูงกว่ามาก

สมมุติฐานที่สำคัญ:

­     ราคาน้ำมันดิบ (เบรนท์) ที่ราคา 41 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2563, 48 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2564, 53 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2565 และ 55 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2566   โดยมีการปรับปรุงด้วยส่วนต่างราคาน้ำมันตามการซื้อน้ำมันดิบของ PTTGC;

­    ค่าการกลั่นที่ปรับตัวลดลงในปี 2563 ซึ่งเป็นผลบางส่วนมาจากการขาดทุนมูลค่าสต๊อกน้ำมันจากการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันในไตรมาศที่ 1 ของปี 2563; ค่าการกลั่นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในปี 2564 เป็นต้นไป

­       กำไรของธุรกิจอะโรเมติกส์ และธุรกิจโอเลฟินส์ ปรับลดลงในปี 2563 และค่อยๆปรับตัวเพิ่มขึ้นหลัง จากนั้น

­       การใช้กำลังการผลิตของโรงกลั่นอยู่ที่ร้อยละ 95 ในปี 2563 เนื่องจากอุปสงค์ที่ต่ำลงโดยเฉพาะน้ำมันอากาศยาน

­       ค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนจำนวน 6.6 หมื่นล้านบาท ในปี 2563-2566 ทั้งนี้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายลงทุนที่อยู่ในแผนและค่าใช้จ่ายเพื่อการบำรุงรักษา

­       จ่ายเงินปันผลร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิของงบการเงินรวม

­      ไม่มีการลงทุนเพิ่มเติมในโครงการใหม่ หรือการเข้าซื้อกิจการขนาดใหญ่ ในปี 2563-2566

ปัจจัยที่อาจมีผลต่ออันดับเครดิตในอนาคต

ปัจจัยบวก:

­      แนวโน้มเครดิตอาจถูกปรับเป็นมีเสถียรภาพ หากอัตราส่วน FFO Net Leverage ลดลงไปอยู่ในระดับต่ำกว่า 2 เท่าภายในปี 2565 อย่างต่อเนื่อง

­      ระดับความสัมพันธ์ในด้านการดำเนินงาน และความสำคัญในเชิงกลยุทธ์ระหว่างบริษัท กับ ปตท. ที่เพิ่มสูงขึ้น

ปัจจัยลบ:

­      อันดับเครดิตอาจถูกปรับลด หากฟิทช์คาดการณ์ว่าอัตราส่วน FFO Net Leverage ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่า 2 เท่าในปี 2565

­       ระดับความสัมพันธ์ในด้านการดำเนินงาน และความสำคัญในเชิงกลยุทธ์ระหว่างบริษัทฯ กับ ปตท. ที่ลดน้อยลง

สภาพคล่อง

      สภาพคล่องที่บริหารจัดการได้: PTTGC มีหนี้สินที่ 1.1 แสนล้านบาท ณ สิ้นปี 2562 โดยหนี้สินที่ครบกำหนดชำระภายใน 12 เดือนอยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยหนี้สินระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระจำนวน 8.2 พันล้านบาท และหนี้สินระยะสั้นจำนวน 2 พันล้านบาท โดยหนี้สินส่วนใหญ่ดังกล่าวจะครบกำหนดชำระในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2563   สภาพคล่องได้รับการสนับสนุนจากเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 2.4 หมื่นล้านบาท วงเงินสินเชื่อหมุนเวียนจากสถาบันการเงินที่ยังไม่ได้เบิกใช้จำนวน 450 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และวงเงินกู้ระยะสั้นที่สามารถเบิกกู้ได้จาก ปตท. จำนวน 1 หมื่นล้านบาท

Fitch Revises PTT Global Chemical to Negative; Affirms at

'AA+(tha)'

    Fitch Ratings - Bangkok - 31 Mar 2020: Fitch Ratings (Thailand) Limited has revised PTT Global Chemical Public Company Limited's (PTTGC) Outlook to Negative from Stable. The agency has also affirmed PTTGC's National Long-Term Rating and senior unsecured rating at 'AA+(tha)' and National Short-Term Rating at 'F1+(tha)'.

At the same time, Fitch has assigned a National Long-Term Rating of 'AA+(tha)' to the company's proposed senior unsecured debentures of up to THB15 billion. The proceeds will be used as working capital, to refinance existing debt and to fund capex. The proposed debentures are rated at the same level as PTTGC's National Long-Term Rating, in line with its other senior unsecured obligations.

The Negative Outlook reflects the risk that PTTGC's financial leverage - measured by FFO net leverage - would remain above 2.0x by 2022 and beyond. Fitch currently expects leverage at end-2020 (2019: 2.9x) to remain above 2.0x (the level that is not commensurate with its current ratings), affected by weak demand and margins due to COVID-19, inventory losses due to the sharp fall in crude oil prices, and ongoing capex.

We expect leverage to fall below 2.0x by 2022, supported by an improvement in cash flows - benefiting from earnings from expanded capacities in addition to a general improvement in demand and margins and product spreads post-COVID-19, and low capex. However, PTTGC's financial leverage could be sustained above 2.0x if demand or margins remain weak on account of a protracted weakened economic environment beyond 2021 which could constrain a significant earnings recovery.

KEY RATING DRIVERS

Weak Earnings in 2020: Fitch expects EBITDA to fall in 2020, at around THB10 billion-15 billion, from THB24.9 billion in 2019. The petrochemical sector has been under pressure since 2019, and is likely to be depressed further by a combination of demand shock from the coronavirus, an increase in supply from new petrochemical capacity, and inventory loss from a sharp drop in oil prices in 1Q20.

Nevertheless, petrochemical spreads should recover somewhat in 2021, supported by the demand recovery, although they are likely to remain well below 2017 and 2018 levels. Waning demand due to the coronavirus-related disruption will pressure refining margins in the near term, although we expect the margin to improve over the medium term.

Leverage to Improve from 2021:Financial leverage should improve in 2021 despite credit metrics remaining weak in 2020. Fitch expects the PTTGC to generate positive FCF in 2021 - given higher earnings from an improvement in refining margins and petrochemical spreads, higher-volume sales from the enlarging capacity, and a significant drop in capex.

Fitch expects PTTGC's FFO net leverage to decrease to below 2.5x in 2021, and further to 1.7x in 2022, from an expected 7.5x in 2020. However, our forecast is based on the expectation that PTTGC will undertake a prudent capital-preservation strategy including a reduction in shareholder returns, and not to undertake any large capacity expansions or acquisitions until earnings improve on a sustained basis - which is crucial in maintaining credit metrics.

Capex Prioritisation: PTTGC's capex is likely to decrease significantly from 2021 following the completion of a propylene oxide (PO) and polyols project, and an olefins reconfiguration project (ORP) which is scheduled to commence operations in 2020. Fitch does not expect any large new investment in light of the currently weak market conditions. We forecast PTTGC's capex to decrease to around THB31 billion in 2020, and further to around THB14 billion in 2021 from the peak of THB40.8 billion in 2019.

Enlarging Capacity: PTTGC's sales volumes should increase in the medium term, driven by its new petrochemical capacity. The company commenced operations of its 200,000 ton per annum methyl ester plant 2 in 2Q19. The PO and polyols project and the ORP will help drive revenue and earnings growth from 2021.

Fully Integrated, Low-Cost Producer: Large operating scale, a wide product range and high utilisation rate result in larger operating cash flow and a wider operating margin than those of domestic petrochemical and refining (P&R) peers. Furthermore, PTTGC benefits from cost-competitive feedstock, as the majority of its olefins feedstock is gas-based and available domestically. It also has a favourable gas-supply agreement with its parent, which reduces margin volatility when market conditions fluctuate.

Highly Cyclical Business: PTTGC's credit profile is tempered by the inherent cyclicality of the P&R sectors. The volatility of product-to-feed margins, refining margins, feedstocks prices, oil prices and working-capital requirements could affect PTTGC's earnings and cash-flow generation significantly. PTTGC is also exposed to supply concentration risk, as the majority of its feedstock is secured from parent PTT Public Company Limited (PTT; AAA(tha)/Stable). This is mitigated by PTT's strong credit profile and position as Thailand's leading oil and gas company.

Linkage with Parent: PTTGC's National Long-Term Rating incorporates a two-notch uplift from its Standalone Credit Profile (SCP) of 'aa-(tha)', reflecting its moderate links with its parent, PTT Public Company Limited (PTT; AAA(tha)/Stable). PTTGC is a major component of the parent's P&R business, which is highly important as the segment accounted for around 28% of group total revenue in 2019.

The segment also made the second-largest EBITDA with average contribution over the past three years of around 27% after the exploration and production business. PTTGC is strategically important to PTT's P&R business as a major feedstock off-taker amid its flagship status as the group's key petrochemical producer.

DERIVATION SUMMARY

PTTGC's National Long-Term Rating of 'AA+(tha)' incorporates a two-notch uplift from its standalone credit profile of 'aa-(tha)', reflecting its moderate linkages with PTT. PTTGC is PTT's largest petrochemical subsidiary and flagship company in the petrochemical business, which was evident from the injection of PTT's petrochemical assets into PTTGC in 2017. PTTGC benefits from the gas-supply agreement with PTT, leading to a competitive feedstock cost. The favourable product off-take agreements with PTT also help to reduce the margin volatility of its petrochemical products to some extent.

PTTGC's standalone credit profile of 'aa-(tha)' reflects its operating scale and large integration with petrochemicals, as well as its low-cost position as a gas-based petrochemical producer. It has the strongest business profile among Thai downstream oil and gas peers, while its financial leverage is also lower. PTTGC has larger operating scale and more integration to petrochemicals than Thai Oil Public Company Limited (TOP, AA(tha)/Stable, standalone credit profile of a+(tha)). It also has higher profitability in comparison with TOP. PTTGC's operation and diversification are much larger than that of IRPC Public Company Limited (A(tha)/Stable, standalone credit profile of bbb+(tha)). In addition, it has a stronger balance sheet, and wider operating profit margin.

KEY ASSUMPTIONS

- Benchmark Brent crude price at USD41/bbl in 2020, USD48/bbl in 2021 and USD53/bbl in 2022 and USD55/bbl in 2023, with PTTGC's crude procurement cost adjusted for applicable premiums

- Market refining margin to weaken in 2020, due partly to the stock loss from lower oil prices, and to improve from 2021 onwards- Aromatic's and olefins' profitability to soften in 2020 and gradually improve thereafter

- Utilisation rate of refinery at 95% in 2020 reflecting the weak demand particularly on jet fuel

- THB66 billion of capex over 2020-2023, including committed capex and maintenance costs

- Dividend payout at 50% of consolidated net profit

- No major new capacity expansion plan or acquisition during 2020-2023

RATING SENSITIVITIES

Developments That May, Individually or Collectively, Lead to Positive Rating Action

- The Outlook could be revised to Stable if FFO net leverage decreases to below 2.0x by 2022 on a sustained basis

- Evidence of stronger ties with PTT

Developments That May, Individually or Collectively, Lead to Negative Rating Action

- Expectation of FFO net leverage remaining above 2.0x by 2022 could lead to negative rating action

- Weakened ties with PTT

BEST/WORST CASE RATING SCENARIO

N/A

LIQUIDITY AND DEBT STRUCTURE

Adequate Liquidity: PTTGC had outstanding debt of THB112.8 billion at end-2019, of which THB10.2 billion matures within 12 months - this consists of THB8.2 billion of the current portion of long-term debt and THB2 billion of short-term borrowings from financial institutions, most of which are due in 2H19. Liquidity is supported by unrestricted cash and cash equivalent of THB24.9 billion, available uncommitted facilities of USD450 million, and inter-company borrowing and lending facilities with PTT of THB10 billion.

REFERENCES FOR SUBSTANTIALLY MATERIAL SOURCE CITED AS KEY DRIVER OF RATING

The principal sources of information used in the analysis are described in the Applicable Criteria.

Additional information is available on www.fitchratings.com

FITCH RATINGS ANALYSTS

Obboon Thirachit

Director

Primary Rating Analyst

+66 2 108 0159

Fitch Ratings (Thailand) Limited Park Ventures, Level 17 57 Wireless Road, Lumpini Bangkok 10330

Lertchai Kochareonrattanakul

Senior Director

Secondary Rating Analyst

+66 2 108 0158

Muralidharan Ramakrishnan

Senior Director

Committee Chairperson

APPLICABLE CRITERIA

******************************************

 

line logotwitterLike1 Share3Like1 Share1กด Like - Share  เพจ Corehoon-Power Time เพื่อติดตามเคล็ดลับ ข่าวสาร เทรนด์ และบทวิเคราะห์ดีๆ อัพเดตทุกวัน คัดสรรมาเพื่อท่านนักลงทุนโดยเฉพาะ

 Click Donate Support Web

SAM720x100px bgGC 790x90

SME720 x 100banpu 720x90 new1 1

ooKbee1

corehoon NEW2

 

 

ข่าวล่าสุด!!