หมวดหมู่: ธปท.

BOAวรไท สนตประภพ

ธปท.ไม่ปลื้ม GDP ไทยปี 63 คาดโต 2.8% ต่ำกว่าศักยภาพยังเผชิญแรงกดดันสูงสงครามการค้าแนะปฎิรูปโครงสร้าง

      นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนา ‘Thailand Economic Outlook : เศรษฐกิจไทย 2020’ คาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย (GDP) ในปี 63 จะขยายตัวได้ 2.8% สูงกว่าปีนี้ที่อาจเติบโตไม่เกิน 2.5% ซึ่ง ธปท.ยังไม่พอใจกับตัวเลขดังกล่าวเท่าที่ควร เพราะเป็นการเติบโตที่ไม่เป็นไปตามศักยภาพที่ควรเติบโตได้ราว 3.5-4% เนื่องจากยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยภายนอกที่สร้างความไม่แน่นอน โดยเฉพาะสงครามการค้า ปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทิศทางของค่าเงินที่ส่งผลต่อความเสี่ยงด้านต่ำ ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

      ขณะที่ปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะมาจากการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐที่เข้ามาเสริม หลังจากที่การพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 63 เกิดความล่าช้า คาดว่าจะสามารถอนุมัติและเริ่มเบิกจ่ายในช่วงเดือน ก.พ.63 ทำให้ในปีหน้าจะมีการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ทยอยออกมาเป็นแรงหนุนเสริมให้กับเศรษฐกิจไทย

       สำหรับ การส่งออกในปีหน้าคาดว่าจะกลับมาเป็นบวก หลังจากที่ในปีนี้คาดว่าจะติดลบราว 3-4% ซึ่งภาพของการค้าโลกในปีหน้าธปท.มองว่าจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นจากปีนี้ที่ถือว่าเป็นปีที่ต่ำสุด จากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ส่งผลกระทบต่อการค้าและการผลิตในภูมิภาคที่เป็นห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญได้รับผลกระทบ ทำให้การค้าและการผลิตชะลอตัว และกระทบมาถึงการส่งออกของไทยด้วย แต่มองว่าปัจจุบันเริ่มเห็นการผลิตในบางทวีป โดยเฉพาะยุโรปที่เริ่มกลับมาแล้ว เนื่องจากสต็อกเริ่มลดลงไปมาก ทำให้จำเป็นต้องกลับมาผลิต ซึ่งจะเป็นแนวโน้มที่ผู้ผลิตทั่วโลกจะกลับมาผลิตอีกครั้ง และส่งผลต่อการค้าโลกในปีหน้ากลับมาฟื้นตัว ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออกของไทย

        ขณะเดียวกัน ปัจจัยในประเทศยังเป็นเรื่องสำคัญที่ ธปท.ยังให้ความสำคัญและติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านคุณภาพของหนี้ ซึ่งปัจจุบันผลกระทบของเศรษฐกิจและการค้าโลกที่ชะลอตัว ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ยังมีการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น โดยมีลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้และถูกฟ้องไปแล้วมีมูลหนี้รวมกว่า 4 หมื่นล้านบาท ทำให้ ธปท.เล็งเห็นถึงการการช่วยเหลือด้วยการปรับโครงสร้างหนี้และช่วยเหลือผู้ประกอบการ ซึ่งจะร่วมกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และสมาคมธนาคารไทย ในการหาแนวทางช่วยเหลือและปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสม หลังจากที่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายการเงินลงมา 2 ครั้งในปีนี้ มาอยู่ที่ 1.25% ช่วยลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการและกระตุ้นเศรษฐกิจ

       นายวิรไท กล่าวต่อว่า นโยบายการเงิน ธปท.ยังมองว่าเป็นเครื่องมือที่ยังสามารถใช้ได้ หากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มไม่เป็นไปตามที่ธปท.คาด ทำให้อาจจะต้องนำนโยบายการเงินมาเป็นเครื่องมือในการใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งต้องสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในช่วงนั้นๆ ประกอบกับการพิจารณาเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อและเสถียรภาพของระบบการเงินไทยว่าเป็นอย่างไรมาประกอบการพิจารณาในการนำนโยบายการเงินมาใช้

       อย่างไรก็ตาม ธปท.มองว่านโยบายการคลังจะเป็นเครื่องมือที่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตรงจุดมากกว่า เพราะการที่รัฐบาลอัดฉีดเมึดเงินลงไปสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง และใช้ระยะเวลาไม่นานในการเห็นผล แต่จะต้องคำนึงผลในระยะยาวประกอบด้วย โดยเฉพาะเรื่องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน

      ส่วนการดูแลค่าเงินบาทนั้น นายวิรไท กล่าวว่า ธปท.ยังคงดูแลอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันค่าเงินบาทยังคงแข็งค่า เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกส่งผลกระทบต่อค่าเงินสกุลต่างในโลกด้วย ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยยังเกินดุลในระดับสูงถึง 6% ของ GDP หรือเกินดุลอยู่ที่ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ ธปท.มองว่าในปีหน้าจะมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงมาที่ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

         อีกทั้ง ทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูงขึ้น 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รวมอยู่ที่ 2.2 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งธปท.ได้มีการนำเงินออกไปซื้อเงินตราต่างประเทศ ประกอบกับในช่วงกลางปีมีการออกมาตรการควบคุมกระแสเงินทุนที่ไหลเข้ามาในตลาดตราสารหนี้ เพื่อดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่ามาจนเกินไป

        นายวิรไท กล่าวว่า แต่การดูแลค่าเงินบาทยังต้องทำอย่างระมัดระวัง ซึ่ง ธปท.แนะนำให้ผู้ประกอบการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงค่าเงินให้มากขึ้น เพราะผู้ประกอบการไทยมีการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงน้อยมาก ต่างกับหลายๆประเทศที่ธนาคารกลางไม่ได้มีการแทรกแซงค่าเงินเลย แต่ผู้ประกอบการยังสามารถดำเนินธุรกิจไปได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ ธปท.อยู่ระหว่างการศึกษา

        ทั้งนี้ ธปท.มองว่าใน 3 ปีข้างหน้าการเงินโลกยังคงเผชิญกับความเสี่ยงที่หลากหลาย ดังนั้นทุกคนต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้มากขึ้นต่องมีการเปลี่ยนแปลงให้เท่าทันต่อสิ่งที่กำลังจะสร้างการเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อมของเศรษฐกิจ ซึ่งสิ่งที่ประเทศไทยจะต้องทำอย่างต่อเนื่อง คือ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้สอดคล้องกับแนวโน้มในอนาคตที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และพร้อมรับกับความท้าทายจากปัจจัยภายนอก อีกทั้งจำเป็นต้องกระจายรายได้ให้ทั่วถึงมากขึ้นไปสู่ผู้ประกอบการรายย่อยอื่นๆที่มีอยู่มาก โดยไม่กระจุกตัวอยู่ที่ผู้ประกอบการรายใหญ่อย่างเช่นปัจจุบัน จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยสามารถเติบโตได้ตามศักภาพ

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

 

ธปท.จ่อหั่นจีดีพีปีนี้ต่ำกว่า 2.8% - ยันไม่ใช้นโยบายดบ.ติดลบ

 ธปท. จ่อหั่นจีดีพีไทยปีนี้ต่ำกว่าปัจจุบันที่คาด 2.8% เหตุสงครามการค้ากระทบนำเข้า-ส่งออกทั่วโลก เชื่อปี 63 ศก.ฟื้นตัวขึ้น  ชี้บาทแข็งค่าไม่สอดคล้องกับภาวะศก.ในปัจจุบัน ย้ำไม่ใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบ

  นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยทิศทางยุทธศาสตร์ ธปท. ในช่วง 3 ปีข้างหน้า (2563-2565) ว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในช่วงเดือนธันวาคมนี้ จะมีการปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ลง จากปัจจุบันคาดที่ 2.8% เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ที่ออกมานั้นต่ำกว่าที่ประเมินไว้

  นอกจากนี้ ยังพบว่า สถานการณ์กีดกันทางการค้าส่งผลกระทบมายังประเทศไทย ทั้งด้านการส่งออกและการนำเข้า ขณะที่การเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐทำได้ล่าช้า โดยจะสามารถเบิกจ่ายงบประมาณปี 2563 ได้ไตรมาสแรกปีหน้า จากเดิมจะต้องเริ่มเบิกจ่ายตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

  ขณะที่เศรษฐกิจไทยในปี 2563 คาดว่าจะขยายตัวดีกว่าปีนี้ แต่ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยง หรือความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ และจีน รวมถึงการเลือกตั้งของสหรัฐที่จะเกิดขึ้นในปีหน้าด้วย

 สำหรับ ด้านอัตราแลกเปลี่ยนนั้น มองว่า ในระยะต่อไปอัตราแลกเปลี่ยนจะมีความผันผวนสูง และไม่สามารถคาดเดาได้ โดยยอมรับว่า ปัจจุบันอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉพาะค่าเงินบาทแข็งค่ามาก และไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

  ทั้งนี้ ธปท.จะต้องเร่งส่งเสริมและผลักดันให้ผู้ประกอบการบริหารความเสี่ยง และศึกษาว่าจะทำอย่างไรให้เอกชนรับมือกับความผันผวนได้อย่างเท่าทัน และรองรับได้ เนื่องจากโลกที่มีสภาพคล่องสูง ความผันผวนจะสูงมากและเป็นปัจจัยที่คาดเดาได้ยาก เพราะมีปัจจัยจากภายนอกมากกดดันมาก

 ด้านอัตราดอกเบี้ย ยอมรับว่า ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยของไทยอยู่ในระดับต่ำที่สุดที่ 1.25% ส่งผลให้การดำเนินนโยบายการเงินของไทยจะมีข้อจำกัดมากขึ้น และหากมีความจำเป็นที่จะต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยคงไม่สามารถใช้ยาแรง หรือ ใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบได้ เนื่องจากอาจสร้างผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในภาพรวมได้

  อย่างไรก็ตาม ธปท.ยืนยันว่า พร้อมที่จะใช้นโยบายการเงินที่เหมาะสม หากเห็นว่าเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้

  “ปัจจุบันนโยบายการเงิน การคลังได้เผชิญขีดจำกัด โดยเราไม่มีความสามารถจะทำนโยบายการเงินแบบแรง แบบที่เคยทำในอดีตที่เกิดวิกฤติ โดยลดอัตราดอกเบี้ยจาก 3% เหลือ 1.25% ได้ซึ่งตอนนั้นถือเป็นการใช้ยาแรงในการอัดฉีดเศรษฐกิจ แต่ตอนนี้ไม่สามารถทำได้ เพราะปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเราอยู่ในระดับต่ำมาก และไม่คิดว่าไทยจะมีอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ติดลบด้วย”นายวิรไท กล่าว

     สำหรับ ความคืบหน้าการจัดตั้งคณะกรรมการเสถียรภาพระบบการเงิน ที่ได้เสนอให้นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณา ซึ่งได้รับความเห็นชอบเรียบร้อยแล้ว โดยหลังจากนี้จะเร่งตั้งคณะทำงานต่อไป

  นายวิรไท กล่าวว่า สำหรับความท้าทายที่ธปท.ต้องเผชิญในระยะ 3 ปีข้างหน้า จะประกอบด้วย 7 ความท้าทาย คือ 1.ความท้าทายด้านระบบการเงินเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัลอย่างรวดเร็ว ซึ่งการเงินดิจิทัลจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตจองประชาชน และศักยภาพของภาคธุรกิจ 2.กรอบและกลไกการกำกับดูแลเสถียรภาพระบบการเงินต้องเท่าทันกับความเสี่ยงและสภาพแวดล้อมใหม่ 3.นโยบายการเงินและนโยบายการคลังเผชิญขีดจำกัด โดยเฉพาะจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง

  4.อัตราแลกเปลี่ยนจะผันผวนสูงขึ้น และภาคเอกชนต้องสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ดี 5.ภัยคุกคามทางไซเบอร์และความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี จะเป็นความเสี่ยงหลักของระบบการเงิน 6.การดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงความยั่งยืน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล จะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ 7.การรักษาความเป็นอิสระและความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางต้องเผชิญกับความท้าทายที่หลากหลายขึ้น

  “ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และมีปัจจัยท้าทายที่ ธปท.จะต้องเผชิญในอีก 3 ปีข้างหน้า เช่น ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ พัฒนาการทางการเมืองที่เน้นนโยบายประชานิยมมากขึ้น โดยเน้นหวังผลระยะสั้น สังคมสูงวัยที่จะส่งผลกระทบต่อฐานะทางการคลังของรัฐบาลในระยะ 20 ปีข้างหน้าที่จะมีภาระเพิ่มมากขึ้น ความสามารถในการแข่งขันที่อยู่ในระดับต่ำ ทั้งเรื่องราคาสินค้าเกษตร และผลิตภาพการผลิต ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สร้างความเปราะบางเศรษฐกิจมหภาคและครัวเรือน ดอกเบี้ยต่ำที่ทำให้คนไทยขาดแรงจูงใจในการออม ปัญหาความเหลื่อมล้ำและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น”

  อย่างไรก็ตาม สำหรับการดำเนินนโยบายตามแผนยุทธศาสตร์ของธปท.ในช่วง 3 ปีแรกที่ผ่านมา ยอมรับว่า ยังมีบางเรื่องที่ทำไม่ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ เช่น การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ที่ปัจจุบันยังเป็นปัญหาใหญ่ และสร้างจุดเปราะบางให้กับระบบการเงินไทย โดยยอมรับว่าปัญหาหนี้ครัวเรือน เกิดจากหลายสาเหตุ และเมื่อแก้ไขปัญหาจุดหนึ่ง หนี้ครัวเรือนจะไปเกิดอีกจุดหนึ่ง

  นอกจากนี้ ที่ยังไม่สามารถดำเนินการให้สำเร็จได้ตามเป้า คือ เอสเอ็มอียังเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ค่อนข้างน้อย หรือมีต้นทุนทางการเงินอยู่ในระดับสูง ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่สามารถบริการจัดการจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ดี

 สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

ooKbee1

corehoon NEW2

 

 

ข่าวล่าสุด!!