หมวดหมู่: บริษัทจดทะเบียน

TRIS7 24ทริสเรทติ้ง คงอันดับเครดิตองค์กร & หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 'บ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล' ที่ 'A'และหุ้นกู้ด้อยสิทธิลักษณะคล้ายทุน ที่ BBB+’ แนวโน้ม Stable’

     ทริสเรทติ้ง คงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ A’ พร้อมทั้งคงอันดับเครดิตหุ้นกู้ด้อยสิทธิลักษณะคล้ายทุนของบริษัทที่ระดับ 'BBB+'โดยแนวโน้มอันดับเครดิตยังคง Stable’ หรือ ‘คงที่’

      อันดับเครดิตสะท้อนถึงสถานะทางธุรกิจที่เข้มแข็งของบริษัทจากการมีแบรนด์สินค้าที่แข็งแกร่งและทำเลที่ตั้งของธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารที่ครอบคลุม ในขณะที่การรวมกิจการกับ NH Hotel Group SA (NHH) จะช่วยเสริมฐานะทางธุรกิจของบริษัทให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น อีกทั้งยังจะส่งเสริมโอกาสการเติบโตในระยะยาวให้แก่บริษัทอีกด้วย นอกจากนี้ อันดับเครดิตยังสะท้อนถึงความเสี่ยงทางการเงินของบริษัทที่สูงขึ้นตามภาระหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมากจากการซื้อกิจการของ NHH ซึ่งทริสเรทติ้งคาดหวังว่าบริษัทจะดำเนินนโยบายทางการเงินอย่างรอบคอบและมีความคล่องตัวทางการเงินมากเพียงพอเพื่อรองรับกับสภาพความผันผวนของธุรกิจโรงแรม และเพื่อรักษาคุณภาพเครดิตของบริษัทเอาไว้

 

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

สถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง

      บริษัทมีสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งจากการมีธุรกิจที่หลากหลายทั้งธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจจัดจำหน่าย และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสาน (Mixed-use) การผสมผสานกันของธุรกิจร้านอาหารที่มีกระแสเงินสดสม่ำเสมอกับธุรกิจที่มีกำไรสูงแต่มีความผันผวนสูงอย่างเช่นธุรกิจโรงแรมและ Mixed-use ช่วยทำให้ผลประกอบการโดยรวมของบริษัทมีความสม่ำเสมอ นอกจากนี้ สถานะทางการตลาดที่มั่นคงและการกระจายตัวของทั้งแบรนด์ และทำเลที่ตั้งจะช่วยให้บริษัทสามารถรับมือกับความท้าทายในการดำเนินธุรกิจในประเทศหรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง และยังช่วยรักษาระดับการเติบโตด้านรายได้ให้แก่บริษัทอีกด้วย

     การซื้อกิจการของ NHH ช่วยส่งเสริมฐานะทางธุรกิจของบริษัทให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น บริษัทเป็นผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมที่ใหญ่ติดอันดับหนึ่งใน 20 ของผู้ประกอบการระดับโลก โดยบริษัทมีโรงแรมภายใต้การดำเนินงานจำนวน 523 แห่งด้วยจำนวนห้องพักรวม 76,466 ห้องซึ่งเปิดให้บริการอยู่ใน 54 ประเทศทั่วโลก ณ เดือนกรกฎาคม 2562 ทริสเรทติ้งเชื่อว่าการซื้อกิจการของ NHH จะช่วยเพิ่มโอกาสระยะยาวให้แก่การเติบโตของบริษัท ธุรกิจโรงแรมที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของบริษัทรวมถึงอำนาจในการต่อรองกับคู่ค้า เช่น กลุ่มบริษัทท่องเที่ยว หรือคู่ค้ามีมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ บริษัทยังจะได้รับประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมายทั้งในด้านประสิทธิภาพการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น โปรแกรมสะสมคะแนนของลูกค้าที่ใช้ร่วมกันได้ ช่องทางการจัดจำหน่ายที่มีฐานลูกค้ากว้างขวางขึ้น และการใช้ประโยชน์จากแบรนด์โรงแรมต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น

       แต่ด้วยขนาดที่ใหญ่ขึ้นของธุรกิจโรงแรม สถานะความเสี่ยงทางธุรกิจของบริษัทจึงขึ้นอยู่กับความผันผวนและความอ่อนไหวต่อปัจจัยเสี่ยงภายนอกของธุรกิจโรงแรมมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี ธุรกิจโรงแรมของบริษัทก็มีการกระจายตัวของทำเลที่ตั้ง ซึ่งจะช่วยลดทอนผลกระทบจากความเสี่ยงดังกล่าวได้บางส่วน

 

ผลประกอบการธุรกิจโรงแรมได้รับการสนับสนุนจาก NHH

       ผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ NHH จะช่วยสนับสนุนธุรกิจโรงแรมและผลการดำเนินงานโดยรวมของบริษัท ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งเชื่อว่า NHH จะยังคงมีผลการดำเนินงานที่ดีอย่างต่อเนื่องจากพื้นฐานที่แข็งแกร่งของการเดินทางและการท่องเที่ยวในทวีปยุโรป ในขณะที่ธุรกิจโรงแรมของบริษัทในบางประเทศต้องเผชิญกับปัจจัยที่ไม่พึงประสงค์ อาทิ เงินบาทที่แข็งค่าจนทำให้ประเทศไทยลดความดึงดูดนักท่องเที่ยวลงไปเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือสภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนตัวลงในประเทศออสเตรเลียที่เป็นปัจจัยกดดันต่อราคาค่าห้องพักและกำไร

      ทริสเรทติ้ง คาดการณ์ว่ารายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืน (RevPar) ของโรงแรมที่บริษัทเป็นเจ้าของจะลดลงมาอยู่ที่ระดับ 2,700-2,900 บาทต่อห้องต่อคืนในปี 2562 เมื่อเทียบกับอัตรา 3,117 บาทต่อห้องต่อคืนในปี 2561 ทั้งนี้ สาเหตุหลักเกิดจากการรวมธุรกิจโรงแรมกับ NHH ซึ่งมีอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยที่ต่ำกว่า หลังจากนั้น ทริสเรทติ้งคาดว่า รายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนของบริษัทจะเติบโตในอัตรา 1%-5% ในช่วงระหว่างปี 2563-2564 ในขณะที่รายได้จากธุรกิจโรงแรมแบบ Management Letting Rights (MLRs) ในประเทศออสเตรเลียจะยังคงได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ

               ทริสเรทติ้ง คาดการณ์ว่าบริษัทจะมีรายได้จากธุรกิจโรงแรมซึ่งรวมธุรกิจ MLRs และธุรกิจรับบริหารโรงแรมอยู่ที่ 9.6-11.0 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2562-2564 โดยปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือภาวะความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจและการเงินของโลกรวมทั้งภาวะการเมืองระหว่างประเทศที่จะส่งผลให้ความต้องการเดินทางทั้งเพื่อเป้าหมายทางธุรกิจและท่องเที่ยวเกิดการชะลอตัวลง

ธุรกิจร้านอาหารยังคงเผชิญกับความท้าทาย

      หลังจากการนำผลประกอบการทางการเงินและผลการดำเนินงานของ NHH เข้ามารวมกับของบริษัทแล้ว ธุรกิจร้านอาหารจะมีสัดส่วนยอดขายและกำไรที่ลดลงมาอยู่ที่ 15%-20% ของยอดขายทั้งหมดและกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อย่างไรก็ดี ทริสเรทติ้งก็เชื่อว่าธุรกิจร้านอาหารจะยังคงเป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญต่อภาพรวมธุรกิจของบริษัทเนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีผลการดำเนินงานที่มีความผันผวนน้อยกว่าธุรกิจโรงแรมและสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ

        ทริสเรทติ้ง เชื่อว่าธุรกิจร้านอาหารของบริษัทจะยังคงมีแรงกดดันจากภาวะชะลอตัวของการบริโภคภายในประเทศ ตลอดจนการแข่งขันที่รุนแรง และผลกระทบจากสังคมที่พัฒนาสู่ยุคดิจิทัล ซึ่งมีการใช้แอพพลิเคชั่นให้บริการส่งอาหารในตลาดหลัก ๆ ที่บริษัทดำเนินธุรกิจ ได้แก่ ประเทศไทย ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งประมาณการว่ายอดขายจากร้านเดิม (Same-Store-Sales) ของบริษัทจะยังคงติดลบในปี 2562-2563 ก่อนที่จะเติบโตในระดับ 1%-3% ในปี 2564 โดยรายได้จากธุรกิจร้านอาหารจะเติบโตประมาณ 1%-3% อยู่ที่ระดับ 2.2-2.5 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2562-2564 ซึ่งมาจากการขยายสาขาเป็นหลัก

 

สถานะทางการเงินปรับตัวดีขึ้น

       การซื้อกิจการของ NHH ส่งผลทำให้ขอบเขตการดำเนินงานและรายได้ของบริษัทมีขนาดที่ใหญ่ยิ่งขึ้น ในช่วงปี 2562-2564 สมมติฐานของทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้รวมของบริษัทจะอยู่ที่ 1.29-1.40 แสนล้านบาทต่อปี บริษัทจะมี (EBITDA) ที่ปรับปรุงแล้วอยู่ที่ 3.6-3.8 หมื่นล้านบาทต่อปี และจะมีเงินทุนจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้วอยู่ที่ 2.2-2.4 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วงดังกล่าวโดยมาจากธุรกิจโรงแรมเป็นหลัก ในขณะที่ธุรกิจร้านอาหารและธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าจะเติบโตเล็กน้อยจากภาวะการบริโภคที่ยังคงอ่อนตัว นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังคาดว่าบริษัทจะมีค่าใช้จ่ายฝ่ายทุนที่ประมาณ 1.1-1.5 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2562-2564

        ภาระหนี้ของบริษัทเพิ่มสูงขึ้นมากจากการซื้อกิจการของ NHH หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยตามที่รายงานสุทธิจากเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดของบริษัทอยู่ที่ 1.12 แสนล้านบาทในปี 2562 เทียบกับ 4.3 หมื่นล้านบาทในปี 2560 บริษัทมีหนี้สินทางการเงินที่ปรับปรุงแล้วอยู่ที่ 2.21 แสนล้านบาท ณ เดือนมิถุนายน 2562 เทียบกับ 5.5 หมื่นล้านบาทในปี 2560 ทั้งนี้ หนี้สินทางการเงินมีการปรับปรุงด้วยภาระค้ำประกัน รวมทั้งภาระผูกพันที่มีกับบริษัทที่เกี่ยวข้องในสัญญาเช่าดำเนินงาน และหนี้สินอันเกิดจากตราสารหนี้ที่มีลักษณะคล้ายทุน (Perpetual Securities) ตามเกณฑ์การพิจารณาของทริสเรทติ้ง ซึ่งพิจารณาให้ 50% ของเงินต้นคงค้างของหุ้นกู้ประเภทด้อยสิทธิลักษณะคล้ายทุนจำนวน 1.5 หมื่นล้านบาทเป็นทุน 50% และอีก 50% เป็นหนี้สินทางการเงิน ขณะที่ทริสเรทติ้งถือว่าหุ้นกู้ประเภทไม่ด้อยสิทธิและมีประกันลักษณะคล้ายทุนจำนวน 300 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นหนี้สินทางการเงินทั้งจำนวน

       ทริสเรทติ้ง เชื่อว่าสถานะทางการเงินของบริษัทจะปรับตัวดีขึ้นจากการมีขนาดธุรกิจและกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ใหญ่ขึ้นมาก สมมติฐานของทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราส่วนหนี้ทางการเงินต่อ EBITDA ที่ปรับปรุงแล้วของบริษัทจะอยู่ที่ระดับ 5.5-6.5 เท่าในปี 2562-2563 และจะลดลงต่ำกว่า 5.5 เท่าในปี 2564 ในขณะที่อัตราส่วนของเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินที่ปรับปรุงแล้วจะอยู่ที่ระดับ 9%-12% ในปี 2562-2564 ซึ่งทริสเรทติ้งมีมุมมองว่าบริษัทมีการดำเนินการตามแผนการลดภาระหนี้ซึ่งถือเป็นปัจจัยสนับสนุนคุณภาพเครดิตของบริษัท

 

สภาพคล่องเพียงพอ

      ในระยะ 12 เดือนข้างหน้า บริษัทจะมีสภาพคล่องที่เพียงพอโดยพิจารณาจากแหล่งเงินทุนและความต้องการใช้เงิน โดยแหล่งสภาพคล่องของบริษัทจะประกอบไปด้วยเงินทุนจากการดำเนินงานอย่างน้อยจำนวน 2.2 หมื่นล้านบาท รวมถึงเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดในมือ จำนวน 1.2 หมื่นล้านบาท และวงเงินกู้ยืมที่ยังไม่ได้เบิกใช้อีก 6.39 หมื่นล้านบาท ณ เดือนมิถุนายน 2562 ในขณะที่บริษัทมีหนี้สินทางการเงินที่จะครบกำหนดชำระรวมประมาณ 2.8 ล้านบาทและมีแผนการลงทุนประมาณ 1.3-1.5 หมื่นล้านบาท รวมถึงเงินปันผลรวมประมาณ 2.0-2.5 พันล้านบาท

               นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถเสริมสภาพคล่องผ่านการหมุนเวียนสินทรัพย์ได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2562 บริษัทได้ทำรายการขายโรงแรม 3 แห่งของ Tivoli ในประเทศโปรตุเกสออกไปและเช่ากลับมาดำเนินงาน โดยมีราคาขายอยู่ที่ 1.09 หมื่นล้านบาท ซึ่งบริษัทจะนำเงินบางส่วนที่ได้ไปใช้ในการลดภาระหนี้ด้วย

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

•             รายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืน (RevPar) ของโรงแรมที่บริษัทเป็นเจ้าของจะอยู่ที่ระดับ 2,700-2,900 บาทต่อห้องต่อคืนในปี 2562 หลังจากนั้นจะเติบโตในอัตรา 1%-5% ในช่วงปี 2563-2564

•             รายได้จากธุรกิจโรงแรมที่รวม MLRs และธุรกิจรับบริหารโรงแรมจะอยู่ที่ 9.6-11.0 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2562-2564

•             รายได้จากธุรกิจร้านอาหารและธุรกิจจัดจำหน่ายจะเติบโตประมาณ 1%-3% ต่อปีในช่วงปี 2562-2564

•             อัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่ายต่อรายได้จะอยู่ที่ระดับ 27%-29% ในช่วงปี 2562-2564

•             ค่าใช้จ่ายลงทุนจะอยู่ที่ประมาณ 1.1-1.5 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2562-2564

 

แนวโน้มอันดับเครดิต

        แนวโน้มอันดับเครดิต'Stable' หรือ 'คงที่' สะท้อนถึงสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งของบริษัทจากการมีธุรกิจที่หลากหลายทั้งประเภทและทำเลที่ตั้ง โดยทริสเรทติ้งคาดหมายว่าบริษัทจะประสบความสำเร็จในการรวมธุรกิจกับ NHH และจะยังคงมีผลการดำเนินงานที่ดีอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจะยังคงทำการลดหนี้ต่อไปเพื่อให้มีความคล่องตัวทางการเงินมากพอที่จะรองรับความผันผวนในธุรกิจโรงแรมได้

 

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

        โอกาสในการเพิ่มอันดับเครดิตของบริษัทมีค่อนข้างจำกัดในระยะ 12-18 เดือนข้างหน้าเมื่อพิจารณาจากสถานะทางการเงินของบริษัทในปัจจุบัน การเพิ่มอันดับเครดิตจะเกิดขึ้นได้ในกรณีที่บริษัทสามารถดำรงอัตราส่วนหนี้ทางการเงินต่อ EBITDA ที่ปรับปรุงแล้วให้ต่ำกว่าระดับ 4.5 เท่าและอัตราส่วนของเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินที่ปรับปรุงแล้วอยู่ในระดับสูงกว่า 10% ได้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่การลดอันดับเครดิตนั้นอาจเกิดขึ้นได้ในกรณีที่บริษัทมีผลการดำเนินงานที่ถดถอยลงจากที่ทริสเรทติ้งคาดการณ์ไว้อย่างมีนัยสำคัญ หรือบริษัทมีการลงทุนขนาดใหญ่โดยการก่อหนี้

เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง

- วิธีการจัดอันดับเครดิตธุรกิจทั่วไป, 26 กรกฎาคม 2562

- เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน (Hybrid Securities), 12 กันยายน 2561

- อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญและการปรับปรุงตัวเลขทางการเงิน, 5 กันยายน 2561

บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (MINT)

อันดับเครดิตองค์กร:        A

อันดับเครดิตตราสารหนี้:

MINT205A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ์ ไม่มีหลักประกัน 4,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2563  A

MINT213A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ์ ไม่มีหลักประกัน 2,800 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2564  A

MINT213B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ์ ไม่มีหลักประกัน 481 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2564 A

MINT213C: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ์ ไม่มีหลักประกัน 1,019 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2564  A

MINT21OA: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ์ ไม่มีหลักประกัน 300 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2564 A

MINT223A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ์ ไม่มีหลักประกัน 4,080 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2565  A

MINT223B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ์ ไม่มีหลักประกัน 3,620 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2565  A

MINT228A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ์ ไม่มีหลักประกัน 2,700 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2565  A

MINT243A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ์ ไม่มีหลักประกัน 4,635 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2567  A

MINT243B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ์ ไม่มีหลักประกัน 2,165 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2567  A

MINT249A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ์ ไม่มีหลักประกัน 1,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2567  A

MINT255A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ์ ไม่มีหลักประกัน 4,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2568  A

MINT283A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ์ ไม่มีหลักประกัน 1,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571  A

MINT293A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ์ ไม่มีหลักประกัน 1,815 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2572  A

MINT293A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ์ ไม่มีหลักประกัน 5,865 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2572  A

MINT313A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ์ ไม่มีหลักประกัน 1,200 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2574  A

MINT313B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ์ ไม่มีหลักประกัน 1,570 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2574  A

MINT313C: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ์ ไม่มีหลักประกัน 2,430 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2574  A

MINT329A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ์ ไม่มีหลักประกัน 1,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2575  A

MINT343A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ์ ไม่มีหลักประกัน 3,070 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2577  A

MINT343B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ์ ไม่มีหลักประกัน 2,430 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2577  A

MINT18PA: หุ้นกู้ด้อยสิทธิลักษณะคล้ายทุน 15,000 ล้านบาท           BBB+

แนวโน้มอันดับเครดิต:           Stable

บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด/ www.trisrating.com

ติดต่อ santaya@trisrating.com โทร. 0-2098-3000 อาคารสีลมคอมเพล็กซ์ ชั้น 24 191 ถ. สีลม กรุงเทพฯ 10500

       บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2562 ห้ามมิให้บุคคลใด ใช้ เปิดเผย ทำสำเนาเผยแพร่ แจกจ่าย หรือเก็บไว้เพื่อใช้ในภายหลังเพื่อประโยชน์ใดๆ ซึ่งรายงานหรือข้อมูลการจัดอันดับเครดิต ไม่ว่าทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน และไม่ว่าในรูปแบบ หรือลักษณะใดๆ หรือด้วยวิธีการใดๆ โดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ก่อน การจัดอันดับเครดิตนี้มิใช่คำแถลงข้อเท็จจริง หรือคำเสนอแนะให้ซื้อ ขาย หรือถือตราสารหนี้ใดๆ แต่เป็นเพียงความเห็นเกี่ยวกับความเสี่ยงหรือความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้นั้นๆ หรือของบริษัทนั้นๆ โดยเฉพาะ ความเห็นที่ระบุในการจัดอันดับเครดิตนี้มิได้เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุน หรือคำแนะนำในลักษณะอื่นใด การจัดอันดับและข้อมูลที่ปรากฏในรายงานใดๆ ที่จัดทำ หรือพิมพ์เผยแพร่โดย บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้จัดทำขึ้นโดยมิได้คำนึงถึงความต้องการด้านการเงิน พฤติการณ์ ความรู้ และวัตถุประสงค์ของผู้รับข้อมูลรายใดรายหนึ่ง ดังนั้น ผู้รับข้อมูลควรประเมินความเหมาะสมของข้อมูลดังกล่าวก่อนตัดสินใจลงทุน บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้รับข้อมูลที่ใช้สำหรับการจัดอันดับเครดิตนี้จากบริษัทและแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่เชื่อว่าเชื่อถือได้         

       ดังนั้น บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด จึงไม่รับประกันความถูกต้อง ความเพียงพอ หรือความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูลใดๆ ดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสีย หรือความเสียหายใดๆ อันเกิดจากความไม่ถูกต้อง ความไม่เพียงพอ หรือความไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นั้น และจะไม่รับผิดชอบต่อข้อผิดพลาด หรือการละเว้นผลที่ได้รับหรือการกระทำใดๆโดยอาศัยข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้ รายละเอียดของวิธีการจัดอันดับเครดิตของ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เผยแพร่อยู่บน Website: http://www.trisrating.com/th/rating-information-th2/rating-criteria.html

Click Donate Support Web

ais 790x90

GC 950x120

sme 720x90

banpu 720x90 new1 1

ooKbee1

corehoon NEW2

Social Icons

Powered by OrdaSoft!

 

 

ข่าวล่าสุด!!