หมวดหมู่: บทวิเคราะห์
FSSบล.ฟินันเซีย ไซรัส : บทวิเคราะห์ตลาดหุ้นรายวัน
 
กลยุทธ์วันนี้ >> Domestic Defensive and Dividend Play
          ตลาดหุ้นวานนี้ : SET Index ปรับตัวในแดนบวกได้ในช่วงต้นชั่วโมงการซื้อขายก่อนจะอ่อนตัวลงและปิดลบ 11.69 จุด ณ สิ้นวันซึ่งอ่อนแอกว่าที่เราคาด โดยมีแรง Sell on Fact ออกมาหลังจากครม.ไฟเขียวมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ นักลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิในตลาดหุ้นต่อเนื่องอีก 3 พันลบ. (และ Short Index Futures 4.4 พันสัญญา) ขณะที่แรงซื้อยังมาจากสถาบันในประเทศ 1.2 พันลบ. 
          แนวโน้มตลาดวันนี้ : เราคาดว่า SET Index จะเคลื่อนไหว Sideways Down ลงทดสอบระดับ 1,610-1,620 จุดจากบรรยากาศการลงทุนที่เริ่มกลับมาเป็นลบอีกครั้ง โดยประเด็นกดดันยังมาจากต่างประเทศทั้งความกังวลเรื่องเศรษฐกิจโลกที่อาจเข้าสู่ภาวะถดถอยจากสงครามการค้า รวมถึงความไม่แน่นอนในยุโรปทั้งการเมืองในอิตาลีและ Brexit ซึ่งยังไม่มีความคืบหน้าหลังเริ่มขยับเข้าใกล้เส้นตายวันที่ 31 ต.ค. นี้ เราจึงยังคงให้เน้นพักเงินในหุ้น Domestic Defensive และ Dividend Play เป็นหลักจากความผันผวนของตลาดที่สูง ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐคาดว่าจะช่วยประคองเศรษฐกิจให้กลับมาโตดีขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้
          กลยุทธ์ : พักเงินในหุ้น Domestic Defensive และ Dividend Play//รอซื้อเก็งกำไรลุ้นรีบาวด์หากดัชนีปรับบานลงแรงทดสอบ 1,590-1,600 จุด
          หุ้นเด่นเดือน ส.ค. :  AMATA, BCH, MINT, SAPPE, SISB
 
หุ้นเด่นวันนี้: CPALL
          - แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 90 บาท 
          - กำไรมีแนวโน้มดีขึ้นใน 3Q19 แม้เป็น low season ของธุรกิจค้าปลีก แต่ Stamp promotion ซึ่งได้รับการตอบรับดีเพราะธีมโดเรมอนและกำไรของ MAKRO ช่วยหนุนได้ และกำไร 4Q19 จะเป็นกำไรสูงสุดของปีตามฤดูกาล เราคาดกำไรทั้งปี +15%
          - เดือนนี้มีหุ้นกู้ครบกำหนด 1.2 หมื่นลบ. หลังจ่ายชำระด้วยเงินสดของกิจการแล้ว ภาระดอกเบี้ยจ่ายจะลดลง และน่าจะได้เห็นความชัดเจนของสาขาในตปท.ปลายปี
          Fund Flow วานนี้กระแสเงินทุนไหลออกจากภูมิภาค US$199ล้าน เม็ดเงินส่วนใหญ่ไหลออกจากไต้หวัน US$173ล้าน ส่วนไทยมีเม็ดเงินไหลออก US$97ล้าน ขณะที่ไหลเข้าเกาหลีใต้ US$94ล้าน แนวโน้มของกระแสเงินทุนมีทิศทางไหลออกจากภูมิภาคเพื่อติดตามการกล่าวสุนทรพจน์ของประธาน Fed ที่แจ็คสัน โฮล ต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยในระยะถัดไป
 
ประเด็นสำคัญวันนี้
          (0) ติดตามตัวเลขส่งออกวันนี้ ตลาดคาดส่งออกของไทยเดือน ก.ค. -2.1% Y-Y จะเป็นการหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 และถ้าเป็นเช่นนั้น ตัวเลขส่งออกทั้งปีที่สภาพัฒน์ฯคาด -1.2% อาจจะสูงเกินไปเพราะช่วงที่เหลือของปียังท้าทายจากเงินบาทที่แข็งค่าและการที่สินค้านำเข้าจีนบางส่วนจะถูกขึ้นภาษี หากตัวเลขส่งออกแย่กว่าที่ตลาดคาด ค่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่า โฟลว์ไหลออกต่อ
          (0) จับสัญญาณเฟดศุกร์นี้ การประชุมประจำปีของเฟดที่ Jackson Hole ศุกร์นี้ จับตาสุนทรพจน์ของประธานเฟดว่าจะส่งสัญญาณทิศทางดอกดเบี้ยอย่างไร ขณะที่ตลาดคาดมีโอกาส 100% ที่เฟดจะลดดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุม 17-18 ก.ย. หากส่งสัญญาณผ่อนคลายมากกว่าตลาดคาด จะเป็นบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก 
          (+) กลุ่มการแพทย์ เรามองบวกต่อกำไรใน 2H19 ที่คาดเติบโตทั้ง H-H และ Y-Y โดยเฉพาะ 3Q เป็น High Season รพ.ระดับกลางอย่าง BCH, CHG และ EKH จะโตแข็งแกร่งกว่ารพ.ระดับบนอย่าง BDMS (ต้นทุนเพิ่มจากการเปิดรพ.และรร.ใหม่) และ BH (รายได้โตต่ำ) นอกจากนี้ รพ.ที่มีรายได้จากประกันสังคม คาดมีแรงเก็งกำไรหลังสมาคมรพ.เอกชนยื่นขอให้ปรับเพิ่มการจ่ายเงินเฉลี่ยราว 10-15% จากปัจจุบัน หากเกิดขึ้นจริง จะเป็น upside ของกำไรในปี 2020 เป็นต้นไป กลุ่มรพ.ยังเป็นกลุ่ม Defensive ค่อนข้างปลอดภัยท่ามกลางสภาวะตลาดที่ผันผวนในปัจจุบัน เราคงน้ำหนักการลงทุน Neutral เลือก BCH (เป้า 21 บาท) เป็น Top Pick
          (+) CHG เราปรับเพิ่มกำไรปกติปี 2019-20 ขึ้น 4-5% แนวโน้ม 2H19 จะโดดเด่นเมื่อเทียบกับ 1H19 และ 2H18 จากอานิสงส์ของ high season ใน 3Q และผลขาดทุนของรพ.จุฬารัตน์ 304 และ รพ.รวมแพทย์ฉะเชิงเทราที่ทยอยลดลง ประมาณการกำไรปกติปีนี้ +8% Y-Y เป็น 684 ลบ. ปีหน้า +13% Y-Y เป็น 776 ลบ. ปรับไปใช้ราคาเป้าหมายปีหน้าที่ 2.70 บาท แนะนำซื้อ
 
          (-) ตลาดดาวโจนส์ ลดลง 173.35 จุด ปิดที่ 25,962.44 จุด จากแรงขายทำกำไร หลังจากดัชนีดาวโจนส์ปรับขึ้นติดต่อกัน 3 วันทำการก่อนหน้า รวมถึงถูกกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ 
          (-) ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น หลังนายจูเซปเป คอนเต นายกรัฐมนตรีอิตาลี ประกาศลาออกจากตำแหน่ง 
          (-) ตลาดเอเชียปรับลง ตามการเคลื่อนไหวของตลาดดาวโจนส์
          (0) ค่าเงินบาทแกว่งในกรอบแคบ ล่าสุดอยู่ที่บริเวณ 30.80 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ 
          (+) ราคาน้ำมันดิบ NYMEX เพิ่มขึ้น 13 เซนต์ ปิดที่ 56.34 ดอลลาร์/บาร์เรล หนุนจากการคาดการณ์ว่าสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐจะปรับลดลงในสัปดาห์ที่ผ่านมา บวกกับสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างอิหร่านและชาติตะวันตก 
          (+) ราคาทองคำ COMEX เพิ่มขึ้น 4.1 ดอลลาร์ ปิดที่ 1,515.70 ดอลลาร์/ออนซ์ ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย รวมถึงการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์
 
          SPDR Gold Trust ถือครองทองคำ 845.16 / +1.76 ตัน
 
ปัจจัยที่ต้องติดตาม
21 ส.ค.   - ไทย: ส่งออก-นำเข้า (ก.ค.)
22 ส.ค.   - อินโดนีเซีย: ธนาคารกลางประชุม
          - ยูโรโซน: Markit Eurozone Composite PMI (ส.ค.), Consumer confidence (ส.ค.)
          - สหรัฐ: Markit US Composite PMI (ส.ค.) 
23 ส.ค.   - สหรัฐ: Powell กล่าวสุนทรพจน์ในสัมมนาประจำปี "Challenges for Monetary Policy" ที่ Jackson Hole
26 ส.ค.   - ฮ่องกง: ส่งออก-นำเข้า (ก.ค.)
          - สหรัฐ: Durable gooods orders (ก.ค.)
29 ส.ค.   - สหรัฐ: 2Q19 GDP
 
          Contact person : Jitra  Amornthum  Register : 014530
          Contact person : Veeravat Virochpoka Register : 047077
          www.fnsyrus.com
          FB: Finansia Syrus Research
 
 
 

ooKbee1

corehoon NEW2

 

 

ข่าวล่าสุด!!