หมวดหมู่: บทวิเคราะห์
BLSบล.บัวหลวง : บทวิเคราะห์ตลาดหุ้นรายวัน
 
รอบด้านตลาดหุ้น
 
ภาพตลาดและแนวโน้ม 
 
ตั้งรับเล่นเด้งอีกครั้ง แถว 1690 จุด
          เมื่อวาน หุ้นไทยรายตัวลงแรง เช่น GPSC (รับไดลูท RO 56 บ.1:0.8819) SCC KBANK BBL BANPU ส่วนหุ้น Alpha ลงแรง TFG STPI DOD PLANB TKN WORK JMART เป็นต้น ส่งผลให้ดัชนีฯปิดต่ำคาด 1706 หลุดกรอบ ระยะสัปดาห์ที่ 1710 จุด         
          จากโมเมนตั้ม เมื่อวานนี้ ที่เริ่มเห็นแรงขาย เร่งล็อกกำไร หุ้นที่ขึ้นแรงมาตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา วันนี้เราเริ่มแนะนำ ล็อกกำไรหุ้น Alpha (ดูพอร์ตด้านในฉบับ) ส่วนการ เปลี่ยนกลุ่มสะสมรอบนี้ แนะนำ หุ้นกลุ่มที่รองรับความผันผวนของตลาดได้ดี โดยดูตัวอย่างจากการปรับฐาน ในปีที่ผ่านมา... 
          เราพบว่ากลุ่มที่ขึ้นสวน เวลาที่ตลาดปรับฐานตลอดปี 2018 ที่ผ่านมา ได้แก่ โรงพยาบาล ขนส่งมวลชน สินเชื่อบุคคล เป็นกลุ่มหลักที่จะรับเข้าพอร์ตรอบนี้ (เราเพิ่ม BDMS BEM เข้าพอร์ต Weekly) 
          ส่วนแนวโน้มการปรับฐาน กลยุทธ์มองว่า "ตลาด" มีการเตรียมตัวมาอย่างดีในการรับมือกับความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกชะลอตัว จากปัญหาสงครามการค้า ดูได้จาก Sector rotation (Figure 1) กลุ่มที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกโดนขายมารออยู่ข้างล่างเป็นส่วนใหญ่...และหุ้น Local ที่ล้อไปกับการบริโภคในประเทศ "ขึ้นนำ" มาตลอดตั้งแต่ต้นปี (YTD)  
          เราเชื่อว่าแรงขายจากฝั่งกองทุน ในหุ้น ขนาดกลาง-เล็ก เหล่านี้เป็นการขายเพื่อมารับล่าง ส่วนหุ้นใหญ่ที่ราคากองอยู่ข้างล่างอยู่แล้ว เชื่อว่าแรงขายจะมีไม่มากไปกว่านี้ (ขายแล้วมารับล่างไม่คุ้มส่วนต่าง) ทำให้ ดัชนีฯมีลุ้นจะรีบาวด์อีกครั้งจากบริเวณ 1690-1670 จุด  
          สัปดาห์นี้ คาดแนวโน้มดัชนีฯ แกว่ง ในกรอบ 1710-1730 จุด (ปรับลงเป็น 1690-1715 จุด) กลยุทธ์ แนะนำ โฟกัสหุ้นลงรายตัว และยังคง แนะเลี่ยง กลุ่มหุ้น ที่เรา Underweight (พลังงาน ปิโตรฯ โรงกลั่น ชิ้นส่วน ฯลฯ) ส่วนหุ้นที่น่าสะสม รอบนี้ แนะนำ ธีม ใหม่ ในกลุ่ม Local play         
 
What to watch: 
          (0/+) การประชุมธนาคารกลาง สำคัญๆในสัปดาห์นี้...สหรัฐฯ อังกฤษ และ ญี่ปุน คาดจะไม่ได้มีประเด็นสร้างความประหลาดใจให้กับตลาด ทั้งนี้เป็นที่คาดหวังกันเป็นส่วนใหญ่แล้วว่า...  
          ธนาคารกลางสหรัฐฯจะปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% (แต่ MS คาดลด 0.50%) ส่วนอังกฤษคาดคงดอกเบี้ย 0.8% และ คง QE 435 ล้านปอนด์  
          (0/-) ถ้อยแถลง ปธน.ทรัมป สร้างแรงกดดัน ต่อการเจรจาการค้ารอบใหม่ / เชื่อว่าตลาด และ กิจการต่างๆ เตรียมตัวรับกับสถานการณ์การ การเจรจาที่ล้มเหลว ไปในระดับหนึ่ง เช่น การย้ายฐานการผลิต การลดขนาดกิจการ เป็นต้น    
          (+) คาด ดัชนีฯภาคการผลิต จีน สหรัฐ ยุโรป จะฟนตัวอย่างช้าๆ ในเดือน กค.โดยเฉพาะ สหรัฐฯ PMI ภาคการผลิตคาด 52 จาก 51.7 และ จีนเมื่อเช้า PMI ภาคการผลิต 49.7 ดีกว่าคาดที่ 49.6 จาก 49.4 
 
หุ้นแนะนำ  
          Weekly ถอด JKN JMART GGC เพิ่ม BEM 
BDMS     
 
รายงานวันนี้  
 
GLOBAL: Laggard play with windfall fillip 
          เรามองว่ากำไรที่จะกลับมาเติบโต YoY ในครึ่งปีหลังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ จะหนุนให้ราคาหุ้นกลับมาเทรดดิ้งได้ หลังจากที่ปีนี้ราคา Laggard มาก ๆ (ลงไป 12%YTD) และ Valuation ปัจจุบันอยู่ในระดับที่ถูกด้วย PE ที่ใกล้กับค่าเฉลี่ยในอดีต สำหรับระยะสั้นเราคาดกำไร 2Q19 ที่ 587 ล้านบาท (เพิ่ม 2%YoY และ 8%QoQ) ฟนจาก 1Q19 ที่กำไรหดตัว QoQ  เราแนะนำ ซื้อเก็งกำไร ราคาเป้าหมาย 19.00 บาท   
 
BBL HoH growth ahead, cheap valuation 
          เราคาดกำไรในครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก เพราะสินเชื่อที่จะกลับมาเติบโตจากโครงการโครงสร้างพื้นฐาน และรายได้ค่าธรรมเนียมที่ดีขึ้น อย่างไรก็ดีการตั้งสำรองน่าจะยังคงสูงอยู่ตามสภาพเศรษฐกิจ ปัจจุบันราคาหุ้น BBL อยู่ระดับถูกมากเพียง YE19 PBV ที่ 0.8x (-1.5SD) และมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่ 3.5% เราคงคำแนะนำ "ซื้อ"
 
Soybean: weak demand from ASF outbreak sparks new price concern
          USDA มีการปรับประมาณการผลผลิตของถั่วเหลืองลงในรายงานฉบับเดือน ก.ค. เนื่องจากการปลูกที่ล่าช้า โดยแปลงปลูกเพียงแค่ 54% ที่จัดเป็น good-to-excellent เทียบกับ 70% ในปีที่แล้ว เรามองประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นบวกระยะสั้นต่อราคาถั่วเหลืองในตลาดโลก แต่ยังมีประเด็นกังวลต่ออุปสงค์และราคาของกากถั่วเหลือง เนื่องจากการระบาดของ ASF เรายังคงคำแนะนำ ถือ TVO จากอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่สูงราว 5-6%    
 
GPSC ประเด็นสำคัญจากการประชุมนักวิเคราะห์
          GPSC: หุ้นเพิ่มทุนจะเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์วันที่ 15 ต.ค. 2019 สำหรับ Delisting ของ GLOW:Delisting Tender Offer ช่วงเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2019 และจะ Delisting ในเดือน ธ.ค. 2019 Potential Synergy จากการซื้อ GLOW บริษัทคาดว่าจะมี EBITDA contribution ราว 300 ลบ. ในปี 2020, 900 ลบ. ในปี 2021-22, 1,100 ลบ. ในปี 2023 และรับรู้เต็มที่เป็นจำนวน 1,600 ลบ.ในปี 2024 เป็นต้นไปนอกจากนั้นบริษัทคาดว่าจะมีอัพไซด์ในอนาคตจากการลงทุนเพิ่มเติม ทั้งนี้ผู้บริหารยืนยันว่าจำนวนเงินเพิ่มทุน 7.4 หมื่นล้านบาท เพียงพอสำหรับการซื้อ GLOW และสำหรับการลงทุนในอนาคต รวมทั้งยืนยันว่าเงินปันผลต่อหุ้นจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี เรามองว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเป็นโอกาสในการขายทำกำไร เราจึงปรับลดคำแนะนำจาก จาก "ถือ" มาเป็น "ขาย" โดยในกลุ่มโรงไฟฟา เราชอบBGRIM และ GULF มากกว่า    
 
IVL การเข้าซื้อกิจการผลิต Specialty Fibers
          เมื่อวันที่ 29 ก.ค. IVL ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นในอัตราร้อยละ 100 ของบริษัท Sinterama S.p.A. ซึ่งเป็นผู้ผลิตเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์ ในเบื้องต้นเราคาดว่าราคาซื้อจะคิดเป็น EV/EBITDA ที่ประมาณ 6-7 เท่า การเข้าซื้อกิจการดังกล่าวคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 3Q19 โดยบริษัทจะจ่ายชำระด้วยเงินสด ด้วยสถานะเงินสดในมือจำนวน 7 พันล้านบาท และอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนที่เพียง 0.9 เท่า ณ สิ้น 1Q19 กำลังการผลิตของกิจการดังกล่าวคิดเป็นกำลังการผลิตส่วนเพิ่ม 1.8% และ 0.2% ของกำลังการผลิต Fibers และกำลังการผลิต โดยรวมของบริษัทตามลำดับ และคาดว่าจะสร้างกำไรให้บริษัทประมาณ 250-270 ล้านบาทต่อปี (0.9% อัพไซด์จากประมาณการปัจจุบัน) และ 0.35 บาทต่อหุ้นสำหรับราคาเปาหมาย เราจึงยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" ที่ราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2019 ที่ 68 บาท
 
GULF เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในโครงการโรงไฟฟาพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศเวียดนาม   
          GULF ซื้อขายหุ้นเพื่อเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในโครงการโรงไฟฟาพลังงานแสงอาทิตย์ "TTCIZ-01" จาก 49% เป็น 90% ในวันที่ 30 ก.ค. 2019 และคาดว่าจะโอนหุ้นได้ภายใน 4Q19 ทั้งนี้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนยังคงเป็นไปตามเปาหมายของบริษัท (EIRR ราว 10-12%) เบื้องต้นเราคาดว่าสัดส่วนการลงทุนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวจะอัพไซด์ต่อประมาณการกำไรสุทธิของเราในระยะยาวราว 14-20 ล้านบาทต่อปี (ราว 0.3% จากประมาณการปัจจุบันของเรา) และเป็นอัพไซด์ต่อราคาเปาหมายประมาณ 0.10 บาทต่อหุ้น เราเชื่อว่าข่าวนี้จะสร้างความมั่นใจต่อนักลงทุนว่า GULF สามารถมองหาโอกาสลงทุนเพิ่มเติมจากแผนในปัจจุบันได้อย่างต่อเนื่อง และน่าจะส่งผลให้ตลาดปรับประมาณการกำไรและราคาเป้าหมายขึ้นในอนาคต เรายังคงคำแนะนำ "ซื้อ" สำหรับ GULF ที่ราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2019 ที่ 130 บาท 
 
หุ้นมีข่าว
          (+) กสทช. เตรียมเรียกคืนคลื่น 3400-3700 MHz จาก THCOM รองรับเปิดประมูล 5G โดยเชื่อว่าหากมีการเรียกคืนคลื่นดังกล่าวจากไทยคมมาแล้ว ไทยคมก็จะยังมีคลื่นความถี่เพียงพอสำหรับใช้ในกิจการดาวเทียมสื่อสารได้  
          ทั้งนี้ แผนการประมูลคลื่นความถี่ดังกล่าว จะเสนอให้มีการประมูลคลื่นแบบ Multi Band หรือ 
          การประมูลแบบหลายย่านคลื่นความถี่พร้อมกัน เบื้องต้นจะจัดการประมูล 2 ครั้ง โดยการประมูลครั้งแรกจะประกอบด้วยคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ คลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ และคลื่นความถี่ย่าน 26-28 กิกะเฮิรตช์ (GHz) การประมูลในครั้งที่ 2 จะเรียกคืนคลื่นความถี่ในย่าน 3400-3700 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อนำมาประมูลร่วมกับคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ (ที่มา อินโฟเควสท์)  
          (+) ที่ประชุม ครม.เมื่อวาน นายก เผยเตรียม ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วนในระยะสั้น ทั้งการบริโภคในประเทศ และ การท่องเที่ยว   
          (+) ITEL  เผยกิจการร่วมค้ากับ ICN ชนะประมูลงานเคเบิลใยแก้วนำแสง กฟภ.มูลค่า 213 ลบ. โดยแบ่งสัดส่วนการดำเนินโครงการของ ITEL มูลค่ารวม 127.80 ล้านบาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และสัดส่วนการดำเนินโครงการของ ICN มูลค่างาน 85.20 ล้านบาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (ที่มา อินโฟเควสท์) 
          (+) คาดกลุ่มสถาบันการเงินที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท.จะได้ประโยชน์ ได้แก่ MTC SAWAD ECL จากผู้มีรายได้จำกัดตามเกณฑ์ต้องหันมาหาสินเชื่อกลุ่ม Non bank แทน / ส่วนกลุ่มลบต่อข่าวนี้ ได้แก่ KKP TISCO TCAP และ KTC กระทบสินเชื่อบุคคลบัตรเครดิต  
          KKP เผยแบงก์ชาติจ่อคุม DSR 3 กลุ่มเสี่ยง "เริ่มทำงาน-เกษียณแล้ว-เงินเดือนไม่เกิน 3 หมื่นบาท" คาดตีกรอบทุกแบงก์ปล่อยกู้คนรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาท/เดือนได้ไม่เกิน 70% ของเงินเดือน ยอมรับปัจจุบันยังเกิน แถมไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลข้ามธนาคาร "อภินันท์" คาดกำไรกลุ่มการเงิน KKP ปี'62 ทรงตัว ลดเปาสินเชื่อปีนี้ โต 5% จากเดิมตั้งเปาโต 8% หลังครึ่งปีแรกสินเชื่อโตแค่ 2.1% (ที่มา ประชาชาติธุรกิจ)    
 
          วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336 
          นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค 
          ธนัท พจน์เกษมสิน,นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน 
          นภนต์ ใจแสน, นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน 
 
Trend Forecasting 
 
SET Index ปิด 1,706.49 (-0.67%) มูลค่าการซื้อขาย 5.5 หมื่นล้านบาท  
 
แนวโน้มระยะสั้นมอง
          SET Index แนวรับ 1,700 แนวต้าน 1,715 / SET100 รับ 2,485 ต้าน 2,505 BSET100 รับ 10.90 ต้าน 11.00 / BMSCITH รับ 12.40 ต้าน 12.50
 
หัวข้อ :จับจังหวะเทรดหุ้นปิโตรเคมี ...น่าซื้อแล้วหรือยัง!
 
กลยุทธ์เทคนิค:   
          ดัชนีกลุ่มปิโตรเคมีปรับตัวลดลงต่อเนื่องภายหลังจากขึ้นทำจุดสูงสุดไปเมื่อปี 2018 ปัจจุบันดัชนีปรับลง 4 ไตรมาสติดต่อกัน เห็นได้ชัดเมื่อหุ้น IVL และ PTTGC ลงทำจุดต่ำสุดในรอบ 2 ปี หากมองจากชาร์ตปัจจุบันคงไม่ใช่จุดขาย ในทางตรงข้ามเราจะมองหาโอกาส 1.แนวรับที่แข็งแกร่ง Support 2.ช่วงเวลาเข้าซื้อ Timing 3.วิธีประเมินมูลค่าหุ้น Valuation จากชาร์ตพบว่าดัชนีปรับตัวลงเข้าใกล้จุดรับสำคัญ ซึ่งเคยเป็นช่วงราคาสะสมมากในอดีต นอกจากนี้ RSI ลงเข้าใกล้จุดต่ำ Lower band สถิติในอดีตชี้ว่าไตรมาส 3-4 จะเป็นช่วงราคาปรับตัวขึ้นได้ดีที่สุด ขณะที่ book value อยู่ในระดับต่ำ โดยเคยลงไปทำจุดต่ำสุด PBV =1 เท่า เมื่อปี 2016 สรุป:ราคาหุ้นที่ลงมาในปัจุจุบันจะเหมาะสำหรับการซื้อสะสมเพื่อรอการฟนตัวช่วงไตรมาส 3-4 อย่างไรก็ตามหากมองจังหวะการเทรดซื้อแล้วขึ้นทันทีอาจต้องอดทนรอไปอีกสักนิด
 
มุมมองตลาด: 
          ดัชนีปรับตัวลงแรงเนื่องจากหลุดแนวรับระยะสัปดาห์ 1720 จุด ปัจจุบันกำลังลงทดสอบแนวรับถัดไป 1700 จุด เครื่องมือวัดโมเมนตัม อาทิเช่น RSI Stochastic ปรับลงเข้าสู่กรอบล่าง นอกจากนี้ยังเป็นโซนต้นทุนเฉลี่ยของต่างชาติที่ได้ซื้อไปรอบที่แล้ว สรุป: ลุ้นดัชนีรีบาวด์กลับ 
 
วิธีการเลือกหุ้น: 
          เราทำผลทดสอบย้อนหลังตั้งแต่ต้นปีจันถึงปัจจุบันพบว่า เครื่องมือทางเทคนิคจำพวกเส้นค่าเฉลี่ย เช่น Variable EA Simple EA, Weighted EA และ Exponential EA ค่อนข้างแม่นยำเหมาะสมกับสภาพตลาดในปัจจุบัน  
          Bull Signal: AOT,KKP (Review port) IVL, PTTGC (Wait&See at support) 
          Bear Signal: GPSC,SCB,KBANK 
          Portforlio: Food:TKN,TU,M,   Hospital: CHG,PR9 Other:ASAP,NER,UTP,AOT,WHA,THCOM,KKP  แนะถือต่อ 
          Deleted: NER,TFG,WORK (Stop loss) 
                                                        
          ธนรัตน์ อิศรกุล นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์และปัจจัยทางเทคนิค
          Thanarut@bualuang.co.th +662-618-1334 
 
Track with Technical 
 
          AOT (AOT01C1911B) 
          แนะนำ ซื้อ 
          รับ 71.00 
          ต้าน 77.00 
          เหตุผล AOT สู้ตำแหน่งแนวรับ 70-71 บ. ราคายืนไม่ทำจุดต่ำสุดใหม่ ขณะที่วอลุ่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ลุ้นราคาฟนตัวกลับ
 
          KKP (KKP01C2001B) 
          แนะนำ ซื้อ 
          รับ 72.00 
          ต้าน 77.25 
          เหตุผล หุ้นแบงค์ขนาดกลาง TISCO TCAP KKP ปรับตัวขึ้นโดดเด่นให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาด เรายังชอบ KKP เนื่องจากราคากำลังปรับตัวขึ้นตามผู้นำกลุ่ม 
 
          IVL / PTTGC
          แนะนำ รอซื้อ
          แนวรับ รับ 36.00/57.00 
          ต้าน 44.00/67.00 
          เหตุผล IVL  และ PTTGC ราคาปรับตัวลงแรง ตัวเลข Fibonacci ratio แสดงจุดรับบริเวณ 36 แล 57 ตามลำดับ แนะรอซื้อบริเวณแนวรับที่ให้ไว้
 
 

ooKbee1

corehoon NEW2

Social Icons

Powered by OrdaSoft!

 

 

ข่าวล่าสุด!!