หมวดหมู่: บทวิเคราะห์
FSSบล.ฟินันเซีย ไซรัส : บทวิเคราะห์ตลาดหุ้นรายวัน
 
กลยุทธ์วันนี้ >> Stay in Defensive and Dividend Play
          ตลาดหุ้นวานนี้ : SET Index ปรับตัวลงค่อนข้างแรงโดยปิดลบถึง 20.38 จุด ณ สิ้นวัน ผิดไปจากที่เราคาดว่าตลาดจะปรับตัวขึ้นได้หลังจากที่ทราบผลการเลือกตั้งเบื้องต้น โดยนักลงทุนยังกังวลต่อการเมืองที่ยังมีความไม่แน่นอน นักลงทุนต่างชาติพลิกมาขายสุทธิในตลาดหุ้น 1.6 พันลบ. (และ Short ใน Index Futures สูงถึง 1.6 หมื่นสัญญา) ขณะที่บัญชีบล.และสถาบันในประเทศขายสุทธิเช่นกัน  1.2 พันลบ.และ 857 ลบ. ตามลำดับ
          แนวโน้มตลาดวันนี้ : เราคาดว่า SET Index จะแกว่งตัวผันผวนจากความไม่แน่นอนของการเมืองไทยหลังทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคพลังประชารัฐประกาศสิทธิเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลซึ่งอาจทำให้เกิด Deadlock ทางการเมือง ส่วนประเด็น Brexit ล่าสุดรัฐสภาอังกฤษลงมติควบคุมกระบวนการ Brexit แทนเทเรซา เมย์ซึ่งมีโอกาสทำประชามติใหม่ ขณะที่ความกังวลเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกยังคงกดดัน ซึ่งจากความไม่แน่นอนทั้งปัจจัยในและนอกประเทศที่ค่อนข้างสูง ทำให้เรามองว่าหุ้นที่มีธุรกิจ Defensive และจ่ายปันผลสูงจะเคลื่อนไหวได้แข็งแกร่งกว่าตลาดในระยะนี้
          กลยุทธ์ : พักเงินในกลุ่ม Defensive และ Dividend Play//ส่วนที่สะสมไปแล้วยังเน้นถือต่อเนื่อง
          หุ้นเด่นเดือน มี.ค : EA, ERW, PLANB, RS, TVO
 
หุ้นเด่นวันนี้: EA
          - แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 65 บาท (DCF) 
          - ไม่ถูกกระทบจากการเมือง กำไรจะโดดเด่นตั้งแต่ 1Q19 หลังโรงไฟฟ้าลม 260MW ทยอย COD ปลาย ม.ค. และลมเมื่อต้นปีแรงกว่าปกติเพราะมีมรสุม
          - โครงการแบตเตอรี่เฟสแรก 1Gwh โรงไฟฟ้าโซลาร์ที่เวียดนามและพม่า และ Green biodiesel เป็นไปตามแผน คาดหนุนกำไรปี 2019-21 โตเฉลี่ย 26%
 
          Fund Flow วานนี้กระแสเงินทุนไหลออกจากภูมิภาค US$280ล้าน เม็ดเงินส่วนใหญ่ไหลออกจากไต้หวัน US$145ล้าน ส่วนไทยมีเม็ดเงินไหลออก US$52ล้าน ขณะที่ไหลเข้าฟิลิปปินส์ US$13ล้าน แนวโน้มกระแสเงินทุนมีทิศทางไหลออกจากภูมิภาคจากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวซึ่งสะท้อนจากอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวที่น้อยกว่าระยะสั้น
 
ประเด็นสำคัญวันนี้
          (-) การฟอร์มรัฐบาลยังไม่นิ่ง วานนี้ กตต.เพียงแต่แจ้งรายชื่อ ส.ส.ที่ได้คะแนนสูงสุดในแต่ละเขต ยังไม่ประกาศผลคะแนนเป็นทางการจนกว่าจะ 9 พ.ค. ระหว่างนี้พรรคพลังประชารัฐและพรรคเพื่อไทยต่างชิงจัดตั้งรัฐบาล โดยมีภูมิใจไทยเป็นตัวแปรสำคัญ การเมืองยังกดดันตลาดหุ้นจนกว่าจะเห็นขั้วทางการเมืองที่ชัดเจน แต่ไม่ว่าพรรคใดเป็นรัฐบาล จำเป็นต้องหนุนการลงทุน (เพื่อการเติบโตของประเทศในระยะยาว) และกระตุ้นการบริโภค (หนุนกลุ่มค้าปลีกในระยะถัดไป) 
          (+) กลุ่มที่ไม่ถูกกระทบจากการเมือง ได้แก่ กลุ่มโรงไฟฟ้า (EA, BGRIM, GULF, RATCH, EGCO) การแพทย์ (BDMS, BCH, EKH) ท่องเที่ยว (ERW, MINT) กลุ่มโรงกลั่นซึ่งได้แรงหนุนจากค่าการกลั่นฟื้นและ stock gain (SPRC, TOP) กลุ่มเครื่องดื่ม (TACC, SAPPE) และ REIT (แนะนำ yield สูงเช่น EGATIF, QHPF, SPRIME, WHART, BTSGIF) 
          (0) การเมืองกระทบเม็ดเงินโฆษณา นิคมฯ และรับเหมาชั่วคราว ทั้ง 3 ธุรกิจอ่อนไหวมากต่อการเมืองโดยเฉพาะอุตสาหกรรมโฆษณาที่มี high season ใน 2Q พอดี เม็ดเงินโฆษณาทั้งปีมีโอกาสหดตัว 4-5% แทนที่จะโต 4-5% (2M19 -1.4% Y-Y) ตามตลาดคาด ส่วนธุรกิจก่อสร้างและนิคมฯ ชะลอชั่วคราวเฉพาะโครงการที่ต้องรออนุมัติหรืองบประมาณ แต่ระยะกลาง-ยาว รัฐบาลจำต้องผลักดันการลงทุน 
          (0) SVI เราคาดกำไร 1Q19 -18.5% Q-Q เป็น 185 ลบ. สะดุดเพราะบาทแข็ง ไตรมาสก่อนเร่งขายไปมาก และกัมพูชาขาดทุนต่อเนื่อง ผู้บริหารตั้งเป้ารายได้ทั้งปี aggressive โต 24-32% จากลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ ขยายโรงงานที่สโลวาเกียเพิ่ม 50% และตั้งเป้ากัมพูชาคุ้มทุนภายใน 2Q19 ซึ่งจะทำให้กำไรทยอยฟื้นตั้งแต่ 2Q19 เราคาดรายได้ทั้งปี +7.2% กำไร +6.6% เป็น 829 ลบ. คงราคาเป้าหมาย 6.20 บาท (PE 17x) PE ปัจจุบันเพียง 13x ต่ำกว่ากลุ่มที่ 14.4x แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 6.20 บาท
          (-) Brexit รัฐสภาอังกฤษลงมติ 329:302 เข้าควบคุมกระบวนการถอนตัวจาก EU หลังนางเทเรซาเมย์ได้เสียงไม่พอที่จะให้ข้อตกลงของนางเมย์ผ่านความเห็นชอบจากสภา เข้าเงื่อนไข EU จะขยายเวลาใช้มาตรา 50 ถึงวันที่ 12 เม.ย. เท่านั้น
 
          (+) ตลาดหุ้นดาวโจนส์เพิ่มขึ้นเล็กน้อย หลังความพยายามในการแก้ปัญหาเครื่องบิน Boeing 737 Max ของ Boeing
          (-) ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวลง หลังปัจจัยเรื่อง Brexit กลับมากดดันตลาด
          (+) ตลาดเอเชียเช้านี้ปรับตัวขึ้น นำโดยตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ฟื้นตัวขึ้น หลังเมื่อวานปรับลงแรง
          (+) ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ล่าสุดอยู่ที่บริเวณ 31.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
          (-) ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ส่งมอบเดือน พ.ค. ลดลง -0.22 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 58.82 ดอลลาร์/บาร์เรล จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง
          (+) ราคาทองคำ COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. เพิ่มขึ้น +10.3  ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 1322.6 ดอลลาร์/ออนซ์
 
ปัจจัยที่ต้องติดตาม
26 มี.ค.   - สหรัฐ: Housing starts, Building permits (ก.พ.)
27 มี.ค.   - การเจรจาการค้าสหรัฐ-จีน
          - สหรัฐ: ดุลการค้า (ม.ค.)
28 มี.ค.   - สหรัฐ: 4Q18 GDP
          - ยูโรโซน: ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (มี.ค.)
29 มี.ค.   - ไทย: ธปท.รายงานภาวะเศรษฐกิจเดือน ก.พ.
          - สหรัฐ: อัตราเงินเฟ้อ PCE (ม.ค.)
          - ยูโรโซน: อัตราเงินเฟ้อ (มี.ค.)
31 มี.ค.   - จีน: Manufacturing & Service PMI (มี.ค.)
 
          Contact person : Jitra  Amornthum  Register : 014530
          Contact person : Veeravat Virochpoka Register : 047077
          www.fnsyrus.com
          FB: Finansia Syrus Research
 

ooKbee1

corehoon NEW2

 

 

ข่าวล่าสุด!!