หมวดหมู่: ธปท.

BOA copyธปท.เปิดรายงานนโยบายการเงิน ธ.ค.61 มองศก.ไทยปี 62 โตชะลอตามแรงส่งอุปสงค์ตปท.

     ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยรายงานนโยบายการเงินฉบับเดือน ธ.ค.61 เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจของสาธารณชนเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินนโยบายการเงิน และการประเมินภาวะเศรษฐกิจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

     โดยการดำเนินนโยบายการเงินในช่วงไตรมาส 4/61 กนง.ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในระดับที่สอดคล้องกับศักยภาพ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ เสถียรภาพระบบการเงินโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ต้องติดตามความเสี่ยงที่อาจสะสมความเปราะบางในระบบการเงินได้ในอนาคต คณะกรรมการฯ ได้ชั่งน้ำหนักปัจจัยต่างๆ อย่างรอบด้านในการกำหนดแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสม ดังนี้

       การประชุม กนง.เมื่อวันที่ 14 พ.ย.61 มีมติ 4 ต่อ 3 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ต่อปีและการประชุมวันที่ 19 ธ.ค.61 มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เป็น 1.75% ต่อปี โดยในการประชุมครั้งล่าสุดกรรมการ กนง.ส่วนใหญ่เห็นว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจมีความต่อเนื่องชัดเจนเพียงพอ ความจำเป็นในการพึ่งพานโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากในระดับที่ผ่านมาจึงลดน้อยลง และควรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อลดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน รวมทั้งเพื่อสร้างขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (policy space) สำหรับอนาคต โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75% ยังเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

       ส่วนกรรมการ 2 ท่านเห็นว่าปัจจัยเสี่ยงและความไม่แน่นอนจากต่างประเทศปรับสูงขึ้น และอาจส่งผลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป จึงควรรอประเมินความชัดเจนของผลกระทบดังกล่าวต่อความยั่งยืนของแรงส่งจากปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศไปอีกระยะหนึ่ง ประกอบกับมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินที่ดำเนินการไปได้ดูแลความเสี่ยงในบางจุดไปบ้างแล้ว

     กนง.เห็นว่ามองไปข้างหน้าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง แม้แรงส่งจากอุปสงค์ต่างประเทศชะลอลง นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายจะยังมีความเหมาะสมในระยะข้างหน้า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยอาจไม่ต่อเนื่องดังเช่นในอดีต โดย กนง.จะประเมินสถานการณ์ตามพัฒนาการของข้อมูลเป็นสำคัญ (data-dependent) ทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และเสถียรภาพระบบการเงิน รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสมในระยะต่อไป

       สำหรับ การประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจการเงิน เพื่อประกอบการดำเนินนโยบายการเงินนั้น ในด้านของเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง จากข้อมูลเศรษฐกิจไตรมาส 3/61 ของหลายประเทศขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ แรงส่งเศรษฐกิจของหลายประเทศยกเว้นสหรัฐฯ ปรับลดลง รวมทั้งความไม่แน่นอนจากมาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐ และสถานการณ์ทางการเมืองในยุโรป กนง.จึงปรับลดข้อสมมติอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าในปี 61 และ 62 มาอยู่ที่ 3.6% และ 3.4% ตามลำดับ โดยมีโอกาสที่จะต่ำกว่ากรณีฐานมากขึ้น

       นอกจากนี้ ธนาคารกลางส่วนใหญ่เริ่มลดระดับความผ่อนคลายของนโยบายการเงิน เช่น ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังคงทยอยปรับนโยบายการเงินให้เข้าสู่ภาวะปกติ (normalization) อย่างค่อยเป็นค่อยไป ธนาคารกลางยุโรป จะยุติการเข้าซื้อพันธบัตรเพิ่ม ณ สิ้นปี 2561 ตามที่ประกาศไว้ แต่จะยังคงซื้อพันธบัตรที่ครบกำหนด (roll-over) และคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปจนถึงครึ่งหลังของปี 2562 ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น จะยังคงเป้าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นและระยะยาวต่อไปอีกระยะหนึ่ง

       เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (emerging markets: EMs) เนื่องจากนักลงทุนเห็นว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ มีความชัดเจนมากขึ้น รวมทั้งมีความกังวลต่อมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนทางการเมืองในยุโรปเพิ่มขึ้น

     สำหรับ ภาวะการเงินและเสถียรภาพระบบการเงินไทยนั้น มองว่าภาวะการเงินไทยยังคงผ่อนคลาย อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อปล่อยใหม่ทรงตัวในระดับต่ำ สินเชื่อภาคเอกชนขยายตัวได้ดี ทั้งสินเชื่อภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน รวมทั้งภาคธุรกิจระดมทุนผ่านตราสารหนี้และตราสารทุนอย่างต่อเนื่อง ส่วนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงจากสิ้นไตรมาสก่อน จากความกังวลของนักลงทุนต่อความไม่แน่นอนในต่างประเทศ

       เสถียรภาพระบบการเงินอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ยังมีความเสี่ยงบางจุดที่ต้องติดตาม ได้แก่ (1) พฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น (search for yield) ที่อาจนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควร (underpricing of risks) (2) ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังมีความเปราะบางสะสมในตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัย และภาวะอุปทานคงค้างในตลาดอสังหาริมทรัพย์ (3) หนี้ครัวเรือนแม้จะลดลงอย่างช้าๆ แต่ยังอยู่ในระดับค่อนข้างสูง

        สำหรับ แนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อของไทย เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงที่ 4.2% และ 4.0% ในปี 61 และ 62 ตามลำดับ ต่ำกว่าที่ประเมินไว้ในรายงานนโยบายการเงินฉบับก่อน โดยแรงส่งจากอุปสงค์ต่างประเทศชะลอลงตามปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการที่มีแนวโน้มต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวดี

     โดยการส่งออกสินค้า มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงตามอุปสงค์โลก ขณะที่การส่งออกบริการ มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ฟื้นตัวช้า ส่วนการบริโภคภาคเอกชน มีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่องในเกือบทุกหมวดสินค้า การใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิม เนื่องจากการลงทุนมีความล่าช้าในบางโครงการ ขณะที่การลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ปรับลดลงตามการเลื่อนการลงทุนของโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 ที่อยู่ระหว่างทบทวนลำดับความสำคัญของโครงการ ส่วนการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงเดิม แต่มีแนวโน้มปรับดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์เป็นสำคัญ

          ประมาณการอัตราเงินเฟ้อใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้เดิม โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย จากราคาน้ำมันดิบที่ลดลง แม้จะถูกชดเชยด้วยผลจากค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ที่จะปรับเพิ่มขึ้น อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นบ้างเล็กน้อย จากการปรับเพิ่มอัตราค่าโดยสารรถประจำทาง และแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ กนง.จึงประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 61 และ 62 ที่ 1.1% และ 1.0% ตามลำดับ และประมาณการอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปี 2561 และ 2562 ที่ 0.7% และ 0.9% ตามลำดับ

       ขณะที่ความเสี่ยงที่ประมาณการเศรษฐกิจจะต่ำกว่ากรณีฐานมีมากขึ้น ตามความเสี่ยงด้านต่างประเทศเป็นสำคัญ เนื่องจากความเสี่ยงที่สหราชอาณาจักรอาจออกจากสหภาพยุโรปโดยไม่มีข้อตกลง (no-deal Brexit) มีมากขึ้น ทั้งนี้ โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่ำกว่ากรณีฐานมาจาก (1) ผลกระทบของมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ (2) การขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่อาจต่ำกว่าคาด (3) การบริโภคภาคเอกชนอาจขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศที่ยังขยายตัวไม่ทั่วถึงโดยเฉพาะรายได้ภาคเกษตร และ (4) การใช้จ่ายภาครัฐอาจต่ำกว่าคาด จากข้อจำกัดในการเบิกจ่ายและการดำเนินโครงการลงทุนของภาครัฐ

       สำหรับ โอกาสที่เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวสูงกว่ากรณีฐานมาจาก (1) เศรษฐกิจจีนชะลอตัวน้อยกว่าที่คาด (2) การใช้จ่ายภายในประเทศอาจมากกว่าคาด จากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและโครงการ PPP รวมทั้งมาตรการภาครัฐที่ช่วยสนับสนุนการใช้จ่ายภาคเอกชน สำหรับความเสี่ยงที่ประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะต่ำกว่ากรณีฐานมีมากขึ้น ตามความเสี่ยงของประมาณการเศรษฐกิจ และความเสี่ยงของราคาน้ำมันที่โน้มไปด้านต่ำมากขึ้น

                        อินโฟเควสท์

กนง.มอง ศก.โตต่อเนื่องชัดเจนแนวโน้มสอดคล้องศักยภาพ ระบุจะขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไปและอาจไม่ต่อเนื่อง

     ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.61 ซึ่งคณะกรรมการฯ มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปีจาก 1.50% เป็น 1.75% ต่อปี เนื่องจากเห็นว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับที่ผ่อนคลายและเอื้อต่อการเติบโตของทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจ ขณะที่กรรมการ 2 เสียงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ต่อปี

        ทั้งนี้ กนง.เห็นว่าการใช้เครื่องมือเชิงนโยบายผสมผสานกันทั้งอัตราดอกเบี้ยนโยบายและมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน (macroprudential measures) จะช่วยให้การดูแลเสถียรภาพระบบการเงินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกรรมการส่วนใหญ่เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน เอื้อให้เกิดการสะสมความเปราะบางในระบบการเงินต่อเนื่อง และเห็นว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้จะช่วยทยอยปรับสมดุลต่อพฤติกรรมการบริโภค การออม การกู้ยืม และการลงทุน รวมทั้งช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยเฉพาะในภาวะที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย

       คณะกรรมการ กนง.ได้อภิปรายอย่างกว้างขวางถึงผลกระทบของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่มีต่อภาคส่วนต่าง ๆ ของระบบเศรษฐกิจไทย ทั้งภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจ และสถาบันการเงิน รวมทั้งคำนึงถึงแนวนโยบายการคลังในระยะข้างหน้าที่อาจมีแนวโน้มขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง

        "คณะกรรมการฯ จะติดตามการส่งผ่านอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปยังอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของสถาบันการเงินภายใต้ภาวะที่สภาพคล่องในระบบการเงินไทยยังอยู่ในระดับสูง เพิ่มเติมจากการที่อัตราผลตอบแทนในตลาดการเงินโดยเฉพาะพันธบัตรระยะสั้นได้ทยอยปรับตัวไปก่อนหน้าแล้ว เพื่อให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้อย่างมีเสถียรภาพโดยไม่กระทบต่อศักยภาพของระบบเศรษฐกิจ"รายงาน กนง.ระบุ

        ในการตัดสินนโยบายครั้งนี้ กนง.ได้อภิปรายถึงปัจจัยที่มีผลต่อการพิจารณาดำเนินนโยบายการเงิน ดังนี้

       1) เศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่อง แม้การส่งออกสินค้ามีแนวโน้มชะลอลงบ้างจากผลกระทบของมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน แต่การท่องเที่ยวเริ่มมีสัญญาณปรับดีขึ้นจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ทยอยเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันแรงส่งจากอุปสงค์ในประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวตามรายได้ครัวเรือนนอกภาคเกษตรที่ปรับดีขึ้นและกระจายตัวมากขึ้น รวมทั้งได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐเพิ่มเติม การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวตามการย้ายฐานการผลิตมายังไทย และโครงการร่วมลงทุนของรัฐและเอกชนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีความต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน

     กนง.ส่วนใหญ่เห็นว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจมีความต่อเนื่องชัดเจนเพียงพอและมีแนวโน้มขยายตัวสอดคล้องกับศักยภาพ สามารถรองรับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ได้ โดยประเมินว่าการลดระดับความผ่อนคลายของนโยบายการเงินลงเล็กน้อยจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป แต่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงิน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว ความจำเป็นที่ต้องพึ่งพานโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากในระดับที่ผ่านมาจึงลดน้อยลงและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้จะช่วยสร้างขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน(policy space) สำหรับอนาคตเมื่อมีโอกาส ขณะที่กรรมการอีกส่วนหนึ่งเห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในระดับปัจจุบันยังจำเป็นเพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ต่อเนื่อง เพื่อให้การบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวเข้มแข็งขึ้น และช่วยเป็นแรงส่งของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าท่ามกลางผลกระทบของความไม่แน่นอนด้านต่างประเทศ รวมถึงเพื่อให้การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยมีการกระจายผลดีอย่างทั่วถึงมากขึ้น

       2) อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ แต่มีความเสี่ยงด้านต่ำจากความผันผวนของราคาพลังงานและราคาอาหารสด ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ที่ปรับสูงขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามแนวโน้มเศรษฐกิจ กนง.เห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในระดับปัจจุบันได้เอื้อให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเคลื่อนไหวสอดคล้องกับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง อาทิ ผลกระทบจากการขยายตัวของธุรกิจ e-commerce การแข่งขันด้านราคาที่สูงขึ้น รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นช้ากว่าในอดีต แม้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวดีต่อเนื่อง

       3) ระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ และความเสี่ยงในระบบการเงินบางจุดได้รับการดูแลในระดับหนึ่งด้วยมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินที่ได้ดำเนินการไปแล้ว อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการฯ เห็นว่าต้องติดตามพัฒนาการของตลาดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและการปรับตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะในช่วงก่อนหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเกณฑ์ใหม่จะมีผลบังคับใช้ในเดือน เม.ย.62

       นอกจากนี้ ควรต้องติดตามการสะสมความเปราะบางจุดอื่น ๆ ในระบบการเงินที่อาจสร้างความเปราะบางได้ในอนาคต อาทิ (1) พฤติกรรมการก่อหนี้ของภาคครัวเรือนที่ทยอยปรับลดลง แต่ยังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ขณะที่สินเชื่อรถยนต์มีแนวโน้มเร่งตัวต่อเนื่อง อีกทั้งอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานานอาจส่งผลกระทบต่อฐานเงินออมในอนาคต โดยเฉพาะในภาวะที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย

       และ (2) พฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นในภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน ซึ่งอาจนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควร (underpricing of risks) เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ที่ยังให้ผลตอบแทนแก่สมาชิกในอัตราสูง ทำให้สินทรัพย์ขยายตัวในอัตราสูงต่อเนื่อง และเป็นแรงกดดันให้ต้องแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น รวมทั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่มีบทบาทในระบบสหกรณ์มากขึ้นผ่านการให้กู้ยืมระหว่างกันนอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่มีการระดมทุนมากขึ้นในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ทั้งจากสินเชื่อและตราสารหนี้ เพื่อขยายการลงทุนทั้งในกิจการเดิมและกิจการที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลัก รวมถึงกิจการในต่างประเทศ จึงควรติดตามและประเมินความเสี่ยงใกล้ชิดมากขึ้น

        นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ได้อภิปรายเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไป โดยเห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายจะยังมีความเหมาะสมในระยะข้างหน้า และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยอาจไม่เป็นไปอย่างต่อเนื่องดังเช่นในอดีต ทั้งนี้ จะประเมินสถานการณ์ตามพัฒนาการของข้อมูลเป็นสำคัญ (data-dependent) ทั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจอัตราเงินเฟ้อ และเสถียรภาพระบบการเงิน รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสมในระยะต่อไป

     รายงาน กนง.ยังระบุว่า คณะกรรมการฯ ได้ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่องตามแรงส่งจากอุปสงค์ในประเทศ แม้อุปสงค์ต่างประเทศชะลอลงบ้าง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้เดิม แต่มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นตามความผันผวนของราคาพลังงานและราคาอาหารสด ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ ภาวะการเงินโดยรวมอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ เสถียรภาพระบบการเงินโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดีและความเสี่ยงบางจุดได้รับการดูแลในระดับหนึ่งด้วยมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน อาทิ มาตรการกำกับดูแลสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล การปรับปรุงหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย รวมทั้งร่างพ.ร.บ. สหกรณ์ที่แก้ไขเกณฑ์การกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เห็นชอบแล้ว

      กนง.คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 61 และ 62 มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงตามอุปสงค์ต่างประเทศ ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังมีแรงส่งต่อเนื่อง โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 4.2% และ 4.0% ตามลำดับ ปรับลดลงจากที่ประเมินไว้ครั้งก่อนที่ 4.4% และ 4.2% ตามลำดับ โดยความเสี่ยงต่อประมาณการเศรษฐกิจยังโน้มไปด้านต่ำกว่ากรณีฐานมาจากปัจจัยต่างประเทศเป็นสำคัญ ได้แก่ (1) มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐที่อาจเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น และ (2) ความผันผวนในตลาดการเงินโลกในกรณีที่สหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรปโดยไม่มีข้อตกลง (no-deal Brexit)

      นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงด้านต่ำจากปัจจัยภายในประเทศ ได้แก่ (1) การบริโภคภาคเอกชนที่อาจขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้จากกำลังซื้อในประเทศที่ยังขยายตัวไม่ทั่วถึงโดยเฉพาะรายได้ภาคเกษตรที่อาจลดลงมากกว่าคาด และ (2) การใช้จ่ายภาครัฐที่อาจต่ำกว่าคาดจากข้อจำกัดในการเบิกจ่ายและการดำเนินโครงการลงทุนของภาครัฐ

       โดยคณะกรรมการฯ อภิปรายอย่างกว้างขวางถึงแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าและปัจจัยที่อาจส่งผลให้การขยายตัวของเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามที่ประเมินไว้โดยเห็นว่าแม้เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง แต่ในภาพรวมยังอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับศักยภาพ วัฏจักรของการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนอยู่ในช่วงเริ่มขยายตัว และปัจจัยสนับสนุนรายได้ครัวเรือนยังมีต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการส่งออกสินค้าและบริการที่เริ่มมีสัญญาณปรับดีขึ้น

                        อินโฟเควสท์

กนง.ยันดบ. 1.75% ยังเอื้อต่อศก. ยันจะขึ้นดบ.แบบค่อยเป็นค่อยไป

      ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผย รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (ฉบับย่อ) ครั้งที่ 8/2561วันที่ 19 ธันวาคม 2561 ธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าได้ปรับลดเป้าศก.ไทยปีนี้และปีหน้าลงตามอุปสงค์ต่างประเทศ ขณะที่กนง.แจงเหตุขึ้น ดบ.นโยบายอีก 0.25% เป็น 1.75% ว่ายังเอื้อต่อศก. ยันจะขึ้นดบ.แบบค่อยเป็นค่อยไป    

        ประมาณการเศรษฐกิจไทย คณะกรรมการฯ คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2561 และ 2562 มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงตามอุปสงค์ต่างประเทศ ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังมีแรงส่งต่อเนื่อง โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวร้อยละ 4.2 และ 4.0 ตามล าดับ ปรับลดลงจากที่ประเมินไว้ครั้งก่อนที่ร้อยละ 4.4 และ 4.2 ตามลำดับ โดยความเสี่ยงต่อประมาณการเศรษฐกิจยังโน้มไปด้านต่ำ โดยโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่ำกว่ากรณีฐานมาจากปัจจัยต่างประเทศเป็นสำคัญ ได้แก่ (1) มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น และ (2) ความผันผวนในตลาดการเงินโลกในกรณีที่สหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรปโดยไม่มีข้อตกลง (no-deal Brexit) นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงด้านต่ำ

        จากปัจจัยภายในประเทศ ได้แก่ (1) การบริโภคภาคเอกชนที่อาจขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้จากกำลังซื้อในประเทศที่ยังขยายตัวไม่ทั่วถึงโดยเฉพาะรายได้ภาคเกษตรที่อาจลดลงมากกว่าคาด และ (2) การใช้จ่ายภาครัฐที่อาจต่ำกว่าคาดจากข้อจำกัดในการเบิกจ่ายและการดำเนินโครงการลงทุนของภาครัฐ

      คณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่องตามแรงส่งจากอุปสงค์ในประเทศแม้อุปสงค์ต่างประเทศชะลอลงบ้าง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้เดิม แต่มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นตามความผันผวนของราคาพลังงานและราคาอาหารสด ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ ภาวะการเงินโดยรวมอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ เสถียรภาพระบบการเงินโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดีและความเสี่ยงบางจุดได้รับการดูแลในระดับหนึ่งด้วยมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน อาทิ มาตรการกำกับดูแลสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล การปรับปรุงหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย รวมทั้งร่างพ.ร.บ. สหกรณ์ที่แก้ไขเกณฑ์การกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้เห็นชอบแล้ว

      อย่างไรก็ดี กรรมการส่วนใหญ่เห็นว่าความจำเป็นในการพึ่งพานโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากในระดับที่ผ่านมาลดน้อยลง และเห็นว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายการเงินในครั้งนี้จะช่วยลดการสะสมความเปราะบางในระบบการเงินควบคู่กับมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินที่ได้ดำเนินการไป คณะกรรมการฯ จึงมีมติ5 ต่อ 2 เสียง ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปีจากร้อยละ 1.50 เป็นร้อยละ 1.75 ต่อปีขณะที่กรรมการ 2 ท่านเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.50 ต่อปี

      คณะกรรมการฯ ได้อภิปรายถึงปัจจัยที่มีผลต่อการพิจารณาดำเนินนโยบายการเงิน มาจากเศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่อง ชัดเจนเพียงพอและมีแนวโน้มขยายตัวสอดคล้องกับศักยภาพ สามารถรองรับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ได้แต่กรรมการอีกส่วนหนึ่งเห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในระดับปัจจุบันยังจำเป็นเพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ต่อเนื่อง

       ขณะที่ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ และระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ ทั้ง พฤติกรรมการก่อหนี้ของภาคครัวเรือนที่ทยอยปรับลดลง และพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นในภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน โดยกรรมการส่วนใหญ่เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานานเอื้อให้เกิดการสะสมความเปราะบางในระบบการเงินต่อเนื่อง และเห็นว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้จะช่วยทยอยปรับสมดุลต่อพฤติกรรมการบริโภค การออม การกู้ยืม และการลงทุน รวมทั้งช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยเฉพาะในภาวะที่ประเทศไทยก าลังเข้าสู่สังคมสูงวัย

      คณะกรรมการฯ ได้อภิปรายอย่างกว้างขวางถึงผลกระทบของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่มีต่อภาคส่วนต่าง ๆ ของระบบเศรษฐกิจไทย ทั้งภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจ และสถาบันการเงิน รวมทั้งคำนึงถึงแนวนโยบายการคลังในระยะข้างหน้าที่อาจมีแนวโน้มขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง โดยคณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 1.75 ต่อปี ยังคงอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายและเอื้อต่อการเติบโตของทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จะติดตามการส่งผ่านอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปยังอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของสถาบันการเงินภายใต้ภาวะที่สภาพคล่องในระบบการเงินไทยยังอยู่ในระดับสูง เพิ่มเติมจากการที่อัตราผลตอบแทนในตลาดการเงินโดยเฉพาะพันธบัตรระยะสั้นได้ทยอยปรับตัวไปก่อนหน้าแล้ว เพื่อให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้อย่างมีเสถียรภาพโดยไม่กระทบต่อศักยภาพของระบบเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ได้อภิปรายเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไป โดยเห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายจะยังมีความเหมาะสมในระยะข้างหน้า และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยอาจไม่เป็นไปอย่างต่อเนื่องดังเช่นในอดีต ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จะประเมินสถานการณ์ตามพัฒนาการของข้อมูลเป็นสำคัญ (data-dependent) ทั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจอัตราเงินเฟ้อ และเสถียรภาพระบบการเงิน รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสมในระยะต่อไป

     คณะกรรมการฯ เห็นว่าในระยะข้างหน้าตลาดการเงินโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยมีสาเหตุหลักจาก(1) ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศอุตสาหกรรมหลัก (2) มาตรการกีดกันทางการค้าที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง และ (3) ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ Brexit และการเมืองในกลุ่มประเทศยูโรที่อาจรุนแรงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งจะกดดันราคาสินทรัพย์และค่าเงินคณะกรรมการฯ จึงเห็นควรให้ติดตามพัฒนาการของตลาดการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน รวมทั้งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดต่อไป

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

ooKbee1

corehoon NEW2

 

 

ข่าวล่าสุด!!