หมวดหมู่: บริษัทจดทะเบียน

SAWAD ดวงใจ แกวบตตาSAWAD บิ๊ก'ศรีสวัสดิ์'ลั่นพื้นฐานแน่น เดินหน้าซื้อหุ้นเข้าพอร์ต 5.7ล้านหุ้น

      SAWAD 'ดวงใจ แก้วบุตตา' ซื้อหุ้น เกือบ 6 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 37.45 บาทต่อหุ้น ฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน ยันปัจจัยพื้นฐานมีความแข็งแกร่ง ผลการดำเนินงานยังเติบโตต่อเนื่อง ส่วนปัญหาเอ็นพีแอล มั่นใจบริหารจัดการได้            

     สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต) รายงานว่า เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2561 นางสาวดวงใจ แก้วบุตตา กรรมการบริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน หรือ SAWAD) ได้แจ้งข้อมูลรายการได้มาของหุ้น SAWAD จำนวน 5,745,000 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 37.45 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่า 215.15 ล้านบาท

        นางสาวดวงใจ แก้วบุตตา กรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัทศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ได้เข้าไปซื้อหุ้น SAWAD เพราะยังเชื่อมั่นในปัจจัยพื้นฐานของบริษัทว่ายังมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง และยืนยันว่าสามารถบริหารจัดการตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล)ได้ โดยเฉพาะตัวเลขเอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นล่าสุดในสิ้นสุดไตรมาส1/61นั้น เกิดจากลูกหนี้เอสเอ็มอีรายเดียว ซึ่งปัจจุบันก็ทยอยคืนหนี้มาจนอยู่ในสถานะปกติแล้ว ประกอบกับหลักประกันที่นำวางค้ำประกันไว้ ก็มีมูลค่ามากกว่ามูลหนี้จริง ดังนั้นบริษัทจึงเชื่อมั่นว่าจะบริหารจัดการได้ และไม่ได้มีความเสี่ยงจนกระทบต่อความมั่นคงของบริษัท

      นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างธุรกิจของบริษัทในช่วงที่ผ่านมา โดยที่กลุ่มศรีสวัสดิ์ฯได้เข้าไปซื้อหุ้นในบริษัทเงินทุน กรุงเทพธนาทร จำกัด(มหาชน) หรือบีฟิท ทำให้ภาพรวมการดำเนินธุรกิจของบริษัทมีความแข็งแกร่งมากขึ้น ทำธุรกิจภายใต้กรอบกฎหมายทุกขั้นตอน ทำให้ไม่ได้มีความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ

      “ยืนยันว่า ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น ยังเติบโตต่อเนื่อง ทำธุรกิจอย่างระมัดระวัง และตัวเลขเอ็นพีแอลก็สามารถบริหารจัดการได้ ขอให้ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนมีความเชื่อมั่น ส่วนผลประกอบการไตรมาส1/61 ที่ออกมานั้นตัวเลขกำไรต่ำกว่าความเป็นจริง เกิดจากการปรับปรุงทางบัญชี ส่วนผลการดำเนินงานจริงยังโตต่อเนื่อง”นางสาวดวงใจกล่าวในที่สุด

 

SAWAD แจง Q1/61 กำไรหด เหตุบันทึกรายการพิเศษในงวด Q1/60 มั่นใจภาพรวมทั้งปียังโตต่อเนื่อง

     นางสาวธิดา แก้วบุตตา กรรมการ บมจ.ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น (SAWAD) เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 1/61 บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิที่ยังไม่ได้แบ่งปันส่วนของผู้เป็นเจ้าของของบริษัทใหญ่และส่วนที่เป็นเจ้าของส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุม 639.83 ล้านบาท ลดลง 27.43% จากไตรมาส 1/60 ที่มีกำไรสุทธิ 881.62 ล้านบาท เป็นผลจากการปรับลดลงทางบัญชี แต่ผลการดำเนินงานจริงยังมีการเติบโตทั้งกำไรและรายได้

       ประเด็นหลักที่ทำให้ภาพรวมผลประกอบการไตรมาส 1/61 ลดลงเมื่อเปรียบกับงวดเดียวกันของปี 60 เนื่องจากสิ้นงวดบัญชี 31 มี.ค.ของปีที่ผ่านมา บริษัทมีการรับรู้รายการพิเศษจากการปรับปรุงมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ บง.กรุงเทพธนาธร (BFIT) และมีการจัดประเภทเงินลงทุนจากเงินลงทุนเผื่อขายเป็นเงินลงทุนในบริษัทย่อยตามมาตรฐานบัญชี ทำให้เกิดกำไรจากการเปลี่ยนประเภทเงินลงทุนจำนวน 102.06 ล้านบาท

       นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงรายได้อื่นๆในส่วนที่เกิดจากการปรับปรุงมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์สุทธิที่ได้มาที่เกี่ยวข้องกับ BFIT อีกจำนวน 185.65 ล้านบาท จากเดิมที่บันทึกต้องอยู่ในรายได้อื่นๆ ของงบไตรมาส 4/60 สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค.60

      นางสาวธิดา กล่าวว่า การปรับปรุงงบการเงินดังกล่าวและกำไรพิเศษที่ได้จากการจัดประเภทเงินลงทุนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนใน BFIT ทำให้รายได้รวมไตรมาส 1/60 ฉบับปรับปรุงอยู่ที่ 1,871.50 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบก่อนปรับปรุง 185.65 ล้านบาท และมีกำไรพิเศษดังกล่าวอีก 102.06 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 287.71 ล้านบาท ทำให้เมื่อเทียบกับภาพรวมผลประกอบการไตรมาส 1/61 จึงมีผลประกอบการปรับลดลง

       อย่างไรก็ตาม ในปี 61 นี้บริษัทจะไม่มีการปรับมูลค่าเงินลงทุนแต่อย่างใด"หากไม่รวมรายการพิเศษดังกล่าวในไตรมาส 1/61 บริษัทจะมีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 160.33 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 10.12% และมั่นใจว่าภาพรวมผลประกอบการปีนี้จะยังเติบโตต่อเนื่อง และไม่มีการปรับมูลค่าเงินลงทุนเพิ่มเติมอีก"นางสาวธิดา กล่าว

       สำหรับ ประเด็นความกังวลเกี่ยวกับตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่เพิ่มขึ้นนั้น นางสาวธิดา กล่าวว่า เป็น NPL ที่เกิดจากลูกหนี้เอสเอ็มอีกรายหนึ่งที่จ่ายล่าช้ากว่ากำหนด ซึ่งปัจจุบันลูกหนี้รายดังกล่าวก็ได้ทยอยจ่ายยอดค้างมาแล้ว ประกอบกับมูลค่าหลักประกันของลูกหนี้รายดังกล่าวที่นำมาวางเป็นหลักประกันไว้มีมูลค่ามากกว่ามูลหนี้

                        อินโฟเควสท์

ooKbee1

corehoon NEW2

 

 

ข่าวล่าสุด!!